การออกแบบรถที่ใช้ในเมืองที่น่าจะเป็น

เท่าที่เห็นรถยุคนี้การออกแบบมีแนวโน้มที่จะโค้งมนไปซะหมด กระจกหน้าต้องลาดๆ ยาวๆ กระจกท้ายก็ลาดๆ เล็กๆ ดูแล้วมันสปอร์ตเอามากๆ ดูแล้วรู้สึกได้ว่ารถคันนี้มันจะต้องวิ่งได้เร็วเพราะไม่ค่อยต้านลมแบบรถสมัยก่อน  อ่านเพิ่มเติม

เนื้อหาสำคัญที่สุดจริงๆ

เพิ่งได้มีโอกาสดู Batman v Superman: Dawn of Justice เป็นหนังที่ฟอร์มยักษ์มากๆ เพราะจับเอาสองพระเอกมาเจอกัน ในตอนแรกเราก็คิดนะว่ามันน่าจะเจ๋งมากๆ หนังระดับนี้คงมีการทำมาอย่างดี … แต่มันไม่เป็นแบบนั้นแฮะ อ่านเพิ่มเติม

ชุบชีวิต Spreadr.net

มีโอกาสได้เข้าไปอ่าน Blog ของคุณรุตม์ จากการแชร์บน Facebook จนเข้าไปเจอว่าคุณรุตม์เค้าเอาหนังสือที่ทำแจกในงานแต่งงานมาแจกคนที่สนใจด้วย เราก็เลยลองขอดู แล้วก็ได้จริงๆ ด้วย!

แล้วคุณรุตม์ก็เข้ามาดูเว็บเรา แล้วก็เห็นว่าเราทำเว็บอยู่และชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน เลยลองชวนมาทำโปรเจคสนุกๆ ด้วยกัน เลยเป็นที่มาของการชุบชีวิตเว็บ Spreadr.net ขึ้นมา อ่านเพิ่มเติม

อ่านหนังสือจบสองเล่มในเดือนเดียว

ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลยในช่วงที่เริ่มทำงานแล้ว ที่เราจะสามารถอ่านหนังสือจบสองเล่มในเดือนเดียวได้ เพราะช่วงหลังๆ มานี่มีหนังสือให้อ่านเยอะแยะไปหมด จนอ่านได้หน่อยนึง เล่มใหม่ก็มาอีกแล้ว แล้วก็เป็นแบบนี้เรื่อยเลย  อ่านเพิ่มเติม

Dialogue in the Dark นิทรรศการที่มองไม่เห็น

Dialogue in the Dark

วันก่อนไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทย ก็เลยถือโอกาสแวะไปดูงานนิทรรศการ Dialogue in the Dark ที่จามจุรีสแควร์ซะเลย นิทรรศการนี้มีมาตั้งแต่ปลายปี 2553 แล้วล่ะ แต่เราเพิ่งจะได้มานี่แหละ …

บรรทัดต่อจากนี้ก็จะเข้าสู่ความมืดกันแล้วนะครับ หาทางอ่านกันเอาเองละกันนะครับ 🙂

นิทรรศการนี้เค้าจัดขึ้นเพื่อให้คนทั่วไปได้มาลองสัมผัสกับความรู้สึกแบบคนตาบอด ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตโดยที่ไม่ต้องใช้ตา ใช้ประสาทสัมผัสอย่างอื่นช่วยในการใช้ชีวิตแทน ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่จะหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เนื่องจากว่าที่นี่เค้าจะจำลองรูปแบบของสถานที่หลายๆ แห่งเอาไว้ด้วยกัน ทำให้เรามีโอกาสได้เรียนรู้ได้อย่างครอบคลุมมากๆ มีไกด๋ที่คอยพาเราเดินไปตลอดนิทรรศการ

ไม่ค่อยอยากจะเล่าอะไรมากเกี่ยวกับตัวนิทรรศการเพราะบอกไปแล้วมันจะไม่สนุก สู้ให้มารู้เองที่นี่จะดีกว่ามาก 🙂

แต่สิ่งที่เราได้รับมันก็เยอะกว่าที่เราคิดนะ เพราะในความมืดมิดที่ดวงตาของเราไม่มีประโยชน์อะไรใน เสียงเป็นสิ่งที่เราใช้เป็นตัวช่วยมากๆ แล้วมันก็มีประโยชน์จริงๆ เรารู้สึกดีที่ได้ยินเสียงของคนที่อยู่ใกล้ๆ เมื่อเรามองไม่เห็น จินตนาการของเราก็ไม่มีเลยว่าคนนั้นจะหน้าตาเป็นยังไง สูงต่ำ ดำขาว ยังไงก็ไม่รู้และไม่สนใจ เหมือนมันก้าวข้ามสิ่งที่ขวางกั้นเรามาตลอดในการที่จะเข้าไปทำความรู้จักกับใครสักคน หลายครั้งที่เรามองเห็นหน้าตาของเค้าแล้วเราก็จะมีจินตนาการไปก่อนว่าเค้าจะมีนิสัยยังไง หลายครั้งเราก็คิดในทางลบกับคนคนนั้นไปก่อนแล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเค้าไม่ได้เป็นแบบที่เราคิดเลยสักนิด แต่พอได้มาลองอยู่ในความมืดกับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนอีก 6 คน ก็ทำให้เรารู้เลยว่า เรารู้สึกดีกับทุกคนที่อยู่ด้วยกันตอนนั้น มันเป็นเวลาที่เราไม่สนใจสิ่งภายนอก(แม้จะมีความคิดว่าเสียงแบบนี้จะหน้าตาแบบไหน) เราสนใจแต่นิสัยใจคอของเค้า การพูดการจาของเค้า มันทำให้เรารู้เลยว่านี่แหละสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสนใจมากกว่าเปลือกที่เห็นอยู่ภายนอก

แล้วไกด๋ของเราชื่อคุณอุดม เค้าก็น่ารักมาก เค้าเป็นคนตาดีมาก่อนแล้วเพิ่งจะมาเสียดวงตาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งกว่าเค้าจะทำใจยอมรับความเป็นจริงได้ก็นานพอสมควร แต่หลังจากยอมรับความเป็นจริงได้แล้วเค้าก็พยายามเรียนรู้ที่จะอยู่รอดและพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนตอนนี้ก็เรียนอยู่ที่รามคำแหง ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่คนตาดีอย่างเรายังทำไม่ได้เลย

ฟังเรื่องของคุณอุดมแล้วเราก็กลับมาคิดว่า เรานี่มันก็โชคดีมากเลยนะ ที่ยังมีตาสองข้างที่คอยช่วยงานเรามาตลอดตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับไป ซึ่งจริงๆ มันก็เป็นข้อเสียเหมือนกันตรงที่เราเองให้ความสำคัญกับประสาทตามากเกินไป เราละเลยกับประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ ที่จริงๆ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กันเช่นกัน

เราก็เลยคิดว่าหลังจากนี้เราก็ควรจะกลับมาให้ความสำคัญกับประสาทส่วนอื่นๆ บ้าง ลองใช้สายตาให้น้อยลงบ้าง ใช้การสัมผัส ใช้หู ใช้จมูก ให้มากขึ้น เรียนรู้ที่จะฝึกฝนตัวเองมากขึ้น เพราะก็ไม่แน่ว่าวันนึงเราอาจจะไม่มีตา ไม่มีหู หรืออวัยวะอื่นๆ ก็เป็นได้

http://www.facebook.com/didthailand

พึ่งตนเอง….ใครว่าเรื่องไกลตัว

http://www.voicetv.co.th/content/7280/พึ่งตนเองใครว่าเรื่องไกลตัวตอนที่4

ต่อทะเบียนรถแบบ Drive Thru

วันศุกร์ไปต่อทะเบียนที่ขนส่งมา ตั้งใจเต็มที่ว่าจะตื่นเช้ารีบไปทำ ก็ตื่น 9 โมงครึ่งนะ แต่กว่าจะโอ้เอ้ทำอะไรเสร็จปาเข้าไปบ่ายสอง ก็ขับไปไม่นานเท่าไหร่ ก็ไปถึงขนส่ง

เคยมาต่อทะเบียนทีนึงแล้วที่นี่เมื่อปีที่แล้ว จำได้ว่าปีที่แล้วแอบเล็งไว้แล้วว่าจะมาต่อทะเบียนแบบ Drive Thru อยากลองว่ามันจะสะดวกแค่ไหน

แต่ไม่ชัวร์ก็เลยจอดรถลงไปถามเจ้าหน้าที่ข้างในว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง ซึ่งเอกสารของเราก็ขาดไปอย่างนึงคือใบตรวจสภาพรถ เพราะรถคันนี้เก่ามากแล้ว สมควรจะต้องตรวจก่อน ก็เลยขับไปตรวจแถวนั้น ปีที่แล้วก็ตรวจที่นี่แหละ ก็ขับเข้าไปแล้วก็มีช่างมาขอดูห้องเครื่อง เราก็เปิดให้ แล้วเค้าก็เอาเทปกาวไปแปะที่เลขตัวถังรถ แล้วขูดๆให้รหัสติดขึ้นมา ทำสองอัน แล้วก็เอาไปให้อีกคน เขียนรายละเอียดต่างๆ แล้วก็จ่ายเงิน 150 บาท เสร็จ…

เฮ้ยยยยยย! ไรวะ เค้าเรียกตรวจสภาพตรงไหนเนี่ย เรียกเอารหัสตัวถังไปแปะมากกว่า คือเค้าไม่มีการเช็คใดๆเลยน่ะ ว่าเครื่องยนต์เป็นยังไง ควันดำไหม ไฟหน้า ไฟท้ายติดครบไหม กระจกต่างๆเป็นยังไง แบบว่างงครับ

เจอสภาพนี้เข้าไปก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ที่ทำไมกรุงเทพฯมันมลภาวะเป็นพิษขนาดนี้ ก็ทำงานกันแบบนี้รถสภาพแย่แค่ไหนมันก็ผ่านหมด!

เราก็ไม่กล้าจะไปถามอะไรเค้าด้วย ก็รับๆไป(ก็เสือกไม่โวยวายเองนี่หว่า) เสร็จแล้วเมื่อเอกสารครบ ก็ถึงเวลาเข้าช่อง Drive Thru !

ก็ต้องเตรียมเงินตามที่เรียกเก็บ ของเรา 890 บาท แต่โดนค่าต่อเกินกำหนดไปอีก 9 บาท (เก็บร้อยละหนึ่งต่อเดือน) ก็เบ็ดเสร็จ 900 บาท ก็ขับเข้าไปเรียงคิว มีให้เลือกสองช่อง รอไม่นานเท่าไหร่ก็ได้เข้าไป ก็ยื่นสมุดรถแล้วก็เอกสารทั้งหมด แล้วก็เงินอีก 1000 บาท เสร็จแล้วก็รอแป๊บนึง ก็ได้เงินทอนพร้อมสมุดรถมาเรียบร้อย พร้อมใบให้เอาไปติดหน้ารถว่าเราต่อทะเบียนแล้ว

สรุปว่าโอเคเลยระบบนี้ ไม่ต้องลงจากรถเลย ถ้าเอกสารพร้อม รอก็ไม่นาน ใช้เวลาทั้งหมดตั้งแต่ตรวจสภาพรถ+ทำเรื่องจ่ายเงิน แค่ 30 นาทีเท่าั้นั้นเอง