Minimalism

เพิ่งได้อ่านหนังสือ อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป เขียนโดย ซะซะกิ ฟุมิโอะ ซึ่งมันเปิดโลกใหม่มากๆ เกี่ยวกับ Minimalism ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มันกำลังมาเปลี่ยนชีวิตเราครั้งใหญ่เลยทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม

สติมีไว้หยุดการสร้างภพสร้างชาติ

เมื่อก่อนก็ยังไม่ค่อยเคลียร์เท่าไหร่ว่า การมีสติจะช่วยตัดภพตัดชาติได้ยังไงบ้าง ทั้งๆ ที่ก็ไปปฏิบัติธรรมที่วัดผาณิตาราม มาตั้ง 3 ครั้งแล้วนะ

แต่การได้มาเป็นผู้ช่วยวิทยากร ก็ทำให้เรามีโอกาสที่ได้ฟังธรรมะบ่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นๆ

ตอนนี้ที่เราเข้าใจก็คือ การที่เรามีสติ จะช่วยให้เราไม่สร้างกรรมใหม่ ทั้งทางกาย และทางวาจา นั่นคือพอเรามีสติรู้ตัวว่าเราโกรธ เราจะไม่พูดว่าไม่ทุบตีคนอื่น เพราะสติมาช่วยตัดตรงนั้นออกไปแล้ว

แต่ส่วนของทางใจ การฝึกสติในขั้นต้นๆ จะยังไม่สามารถที่จะตัดเรื่องทางใจทิ้งไปได้ เพราะสติยังช้า แต่ถึงจะช้า มันก็จะทำให้เรารู้ได้ว่า สิ่งที่เราคิดเมื่อตะกี๊นี้นั้นน่ะ มันเป็นกุศล หรือ อกุศล

เมื่อเรากำหนดรู้ได้แล้วว่ามันเป็น อกุศล เราก็จะได้พยายามที่จะละเสีย เมื่อฝึกบ่อยๆ เข้า ความคิดที่เป็นอกุศล ก็น่าจะค่อยๆ เบาบางลงไปเอง และไม่ฝังลงไปในจิต เพื่อสืบต่อไปยังชาติภพหน้าอีกต่อไป

ตอนนี้เราก็เข้าใจแบบนี้แหละนะ อีกหน่อยอาจจะเข้าใจมากขึ้นกว่านี้ คงต้องขยันฝึกมากขึ้น ให้เป็นธรรมชาติ

การเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า

เราเองเคยคิดที่จะเปลี่ยนงานจากคนทำเว็บไปทำอย่างอื่นอยู่หลายๆ รอบ เพราะเริ่มรู้สึกว่าการทำงานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะดีในระยะยาว ยิ่งหลังๆ เริ่มมีอาการปวดหลัง แสบตา เมื่อยข้อมือ ยิ่งรู้สึกเลยว่าน่าจะถึงเวลาหางานอื่นทำดูบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอที่ว่ามันน่าจะไปรอด

อ่านเพิ่มเติม

ไปปฏิบัติธรรมคอร์สคุณยายเรณู

2-8 กันยายน 2553

สมัครไว้ตั้งแต่วันที่เปิดรับสมัครวันแรก จากวันนั้นถึงวันเริ่มการอบรมก็ราวๆ 3 เดือน ถือว่านานพอสมควรเลย

ไปปฏิบัติธรรมคราวนี้เราเลือกลงคอร์สคุณยายเรณูเพราะเห็นว่าคอร์สนี้น่าจะมีอะไรที่แตกต่างจากคอร์สปกติที่ทางวัดผาณิตารามจัดอยู่บ้าง แล้วอาจารย์เรณูจะมาสอนเองด้วยนี่ยิ่งน่าสนใจ เพราะเราเคยเห็นท่านแต่ในจอทีวี (เคยได้เจอตัวจริงทีนึงแต่ก็แป๊บเดียว) แล้วฟังที่ท่านบรรยายเรื่องต่างๆ แล้วรู้สึกว่าสนุก ถ้าได้มาเจอท่านคุยสดๆ น่าจะยิ่งสนุกกว่าแบบแห้งๆ (และก็จริง คุณยายฮามาก)

แล้วยิ่งคอร์สคุณยายเรณูเปิดช่วงอายุกว้างมาก คือ 25-85 ปี ทำให้เรากับพ่อสามารถมาปฏิบัติธรรมพร้อมกันได้ แล้วก็เลยชวนเอเค้ามาด้วยเลย เพราะน่าจะว่างแล้ว

ตอนแรกที่มาถึงยังคิดว่าคอร์สนี้คงจะมีผู้ช่วยเยอะ ที่ไหนได้ไม่มีซักคนเลย -*- เรางี้แอบเครียดเพราะเราคงไม่สามารถไปเสนอหน้าบอกอะไรโยคีคนอื่นได้มาก เพราะก็เป็นโยคีเหมือนๆ กัน

แล้วก็จริงดังคาด มีโยคีชายบางคนที่จะคุยกันซึ่งก็ไม่มีใครไปบอกเค้าได้ เพราะห้องโยคีชายจะแยกออกต่างหาก ถ้าไม่มีผู้ช่วยชายเลยก็ยากที่จะมาดูได้อย่างทั่วถึง

แต่รวมๆ คอร์สนี้ก็ตั้งใจกันดี มีแค่ส่วนน้อยที่คุยกัน

เรื่องการปฏิบัติสำหรับเราคอร์สนี้เราเหมือนจะไม่ได้อะไรเท่าที่ควร ไม่รู้ติดห่วงโยคีแบบตอนเป็นผู้ช่วยฯ ด้วยหรือเปล่า และก็ฟุ้งกระจายเลย กำหนดไม่ทัน ยิ่งตอนนั่งสมาธินะ ฟุ้งตลอดทุกบัลลังก์

เห็นมีบัลลังก์นึงมั๊งที่เราใช้การจดจ่อสุดๆ ต่อทวารทั้ง 6 ก็เลยไม่ฟุ้งมากเท่าไหร่ แต่ก็ดูจะเกร็งและไม่รู้สึกสบายอย่างที่ควรจะเป็น

เลยคิดว่าถ้าจะปฏิบัติคราวหน้าคงจะลองไปปฏิบัติเดี่ยวดูบ้างละ น่าจะเห็นกิเลสตัวเองชัดขึ้น

แต่คราวนี้ก็ได้อะไรกลับไปหลายอย่าง

  • เรื่องความเข้าใจในภพภูมิที่มีมากขึ้น การตกลงไปอบายมันง่ายนิดเดียว
  • เข้าใจในเรื่องของฐานทั้ง 4 มากขึ้น (กาย เวทนา จิต ธรรม)
  • เริ่มรู้สึกแล้วว่าเวลามันชักจะน้อยลงไปทุกที เวลา 7 วันมันผ่านไปเร็วมากๆ
  • การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ง่ายเลย แถมยังมาเจอพระพุทธศาสนาและได้มาปฏิบัติธรรมแบบนี้เรียนรู้เรื่องของชีวิตจริงๆ แบบนี้ ชาติหน้าอาจจะไม่มีโอกาสแล้วก็ได้ ก็ตั้งใจเลยว่ากลับบ้านจะตั้งใจสวดมนต์เช้าเย็นแบบเต็มรูปแบบ พยายามเดินจงกรมให้ได้บ่อยๆ พยายามที่จะระลึกรู้ตัวในระหว่างวันให้มากๆ
  • และก็สิ่งที่สำคัญอีกอันที่ได้ในครั้งนี้คือเรื่องพระในบ้าน ที่แต่ก่อนเราจะไม่ค่อยดูแลพ่อกับแม่ดีเท่าที่ควร(เพราะอยู่กันคนละที่ด้วย) ได้ฟังอาจารย์ทองคำ ศรีโยธิน พูดเรื่องพระในบ้านวันนั้นแล้วก็รู้สึกเลยว่าไม่ได้แล้ว โอกาสที่จะทดแทนบุญคุณก็อาจจะมีไม่มากแล้วเช่นกัน
  • แต่ก็มีเรื่องแปลกคือเตียงนอนเราดันโดนได้นอนตรงประตูข้าง ก็เลยเจอมดเข้ามานอนด้วย(ซึ่งมดกับเรานี่ไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร) เราก็บอกกับพวกเค้าไปว่าเดี๋ยวเราจะไปแผ่ส่วนบุญมาให้นะให้กลับบ้านไปก่อนนะ แต่เราดันลืม! กลับมาทีนี้ขึ้นมาเดินพาดที่นอนเลย เลยบอกขอโทษเค้าไป แล้วไปแผ่ให้อีกสองบัลลังก์ คราวนี้แปลก หายเกลี้ยงเลย ^ ^
  • อีกเรื่องที่เรารู้สึกเลยว่าเป็นสิ่งจำเป็นคือการมาเป็นผู้ช่วยวิทยากรดูแลโยคีชายนี่แหละ มันเป็นอีกเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญมากขึ้น(แม้ว่าก่อนนี้จะมาบ่อยแล้วก็เหอะ) เพราะว่าการที่ไม่มีผู้ช่วยฯ เลยมันรู้สึกว่าขาดไปจริงๆ -*- ตอนนี้ก็ตั้งใจว่าถ้ามีผู้ช่วยชายมาใหม่ เราก็จะอาสามาเป็นพี่เลี้ยงให้หนึ่งวันเลยทุกครั้งถ้าทางวัดต้องการ เพราะที่ทดลองเป็นพี่เลี้ยงหนึ่งวันมาสองทีก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ช่วยใหม่มีความมั่นใจมากขึ้นและทำงานได้ราบรื่น (แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นที่โยคีชายช่วงนั้นไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไรจุกจิกด้วยหรือเปล่า)

เดี๋ยววันที่ 19-26 กันยายนนี้เราก็จะไปเป็นผู้ช่วยฯ อีกรอบ น่าจะสนุกเหมือนเคย 😀

พัฒนาการด้านการนำสวดมนต์

หลังจากไปช่วยวัดผาณิตารามในตำแหน่งผู้ช่วยวิทยากร ก็เริ่มมีหน้้าที่มากขึ้นๆ ในทุกๆ ครั้ง

สิ่งนึงที่เราต้องทำก็คือการขึ้นไปนำสวดมนต์ ซึ่งการสวดมนต์ที่นี่จะมีการสวดมนต์ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น ตอนเช้าจะยาวกว่าช่วงเย็นหน่อยเพราะมีบทสมาทานศีล

เราไปช่วยครั้งที่ 2 ก็โดนให้สวดมนต์เย็นแล้วล่ะ ไม่รู้ว่าพระอาจารย์ท่านคิดยังไงถึงให้เราขึ้นไปนำสวดตั้งแต่ครั้งที่ 2 กันเลยทีเดียว

แต่ก็แน่นอนแหละนะ เราเอาหนังสือสวดมนต์ไปอ่านด้วย เพราะเรานี่ท่องไม่ได้อะ ที่นี่เค้าใช้บทสวดมนต์ที่เป็นแบบเฉพาะของหลักสูตรคุณแม่สิริ กันเลย

บทสวดมนต์ของที่นี่จะสวดแล้วฟังเพราะมากๆ จะมีจังหวะการเอื้อนท้ายประโยคด้วย

ครั้งแรกที่สวดนั้นก็สวดแบบว่าเสียงสูงปรี๊ดเลย แบบว่ากะว่าจะให้เป็น key แบบผู้หญิง แต่ที่ไหนได้ล่ะ สวดตามกันไม่ได้กันเลยทีเดียว แม้จะฟังเพราะดีแต่ก็ไม่ดีกับคนที่จะสวดตาม

ก็มีโอกาสแก้ตัวในวันที่สอง ก็ปรับ key ลงมาหน่อย ก็พอจะสวดตามกันได้ดีขึ้น

ครั้งแรกนี้ได้ป้าแอ๊ดที่มาเป็นวิทยากรช่วยแนะนำเทคนิคและแก้ไขสิ่งที่เรายังตกหล่นไป

พอได้ไปเป็นผู้ช่วยครั้งที่ 3 ก็เจอสวดมนต์เย็นอีก 1 วัน ก็แน่นอนเอาหนังสือสวดมนต์ไปอ่าน อิอิ คราวนี้ได้ป้าต้อยมาช่วยเกลาก็ดีขึ้นมาอีกหน่อย

ครั้งที่ 4 โดนสวดมนต์เช้าและเย็นในวันเดียวกัน ! คราวนี้ยากหน่อยเพราะว่าช่วงเช้าไม่เคยสวดมาก่อนเลย แต่ก็พอกล้อมแกล้มผ่านไปได้ ทีแรกกะว่าตอนเย็นจะลองไม่ใช้หนังสือสวดมนต์แล้วนะ แต่ก็ไม่ไหว เพราะไม่มีเวลาซ้อมเนื่องจากยุ่ง(ข้ออ้าง) รอบนี้ได้ป้าจินมาช่วยปรับ

ครั้งล่าสุดโดนจับให้สวดมนต์เย็น 3 วันติด!!!

แน่นอนคราวนี้เราหมายมั่นปั้นมือเต็มที่ว่าจะต้องไม่ใช้หนังสือสวดมนต์อีกแล้ว ซึ่งตอนซ้อมกับป้าแอ๊ดเราก็ทำได้นะ ไม่ต้องถือหนังสือสวดมนต์เลย

แต่พอถึงเวลาจริง กลับประหม่าเพราะวันนั้นมันเป็นวันวิสาขบูชา เราเองก็เลยไม่อยากจะเสี่ยงให้คนที่สวดตามมาสวดตามเราแบบผิดๆ ก็เลยเอาหนังสือมากางวางไว้ใต้อาสนะ แต่ก็ประหม่าจัด เลยลืมกราบตอนที่สวดอะระหัง! ก็ได้ฮากันไป 😛

วันที่สองก่อนสวดมนต์เย็น เราก็เลยเข้าห้องเก็บตัวซ้อมเลย เราซ้อมในห้องน้ำเพราะเกิดปวดอึขึ้นมาพอดี ปรากฏว่าในห้องน้ำเป็นสถานที่ซ้อมที่เราว่าดีใช้ได้เลยทีเดียว ออกจากห้องน้ำก็มาซ้อมต่ออีกในห้องก็มั่นใจมาก แต่ด้วยความที่มั่นใจมากไป ทำให้สวดสลับท่อนกันตอนสวดจริง! และที่สำคัญไม่รู้ตัวด้วยว่าผิด!!! จนป้าแอ๊ดมาบอกในวันถัดไปน่ะแหละ ก็เลยมา้ซ้อมใหม่เอาตรงที่ผิดให้มันชัวร์ๆ

จนวันที่สามเราก็สามารถสวดมนต์เย็นแบบไม่ต้องถือหนังสือสวดมนต์อีกต่อไป! และก็สวดได้ถูกต้อง สวดตามกันได้ง่ายด้วยเพราะเราใช้ key ต่ำ

นับว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นลำดับทีเดียว คาดว่าไปช่วยคราวหน้าจะต้องโดนสวดมนต์เช้าวันนึงแน่ๆ เลย เหอๆๆๆ คงต้องซ้อมหน่อยแล้ว…

ไปปฏิบัติธรรมที่วัดผาณิตาราม 7 คืน 8 วัน

ในที่สุดก็ได้ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานซะที หลังจากที่จองเอาไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน ที่นี่เค้าเป็นศาลาพัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วันผาณิตาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ก่อนที่จะมาพ่อกับแม่ก็มีการบอกเอาไว้คร่าวๆแล้วว่าเค้าจะต้องทำอะไรกันมั่ง ก็เลยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม เป็นวันแรกของการฝึกจิต วันนี้เราตื่น 6 โมงเช้า จริงๆกะจะออกตอน 6 โมงนะเนี่ย แต่ว่าดันไม่ตื่น ก็เลยมาออกตอน 7 โมงเช้า ก็เอารถไปเพราะไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนแน่เอารถไปชัวร์กว่า แล้วก็ขับไปเรื่อยๆตามทางที่คิดเอาไว้ แล้วก็มาถึงวัดแบบไม่ยากเย็นนัก ถึงก็ราวๆ 9โมงครึ่ง กำลังดี ก็หาที่จอดรถ แล้วก็เอาข้าวของลงไปข้างใน

เดินเข้าไปก็ตกใจใช้ได้เลย เพราะว่าข้างในมันหรูหรามากๆ ยังกะรีสอร์ทหรูๆยังไงยังงั้น มีโต๊ะลงทะเบียนมีพนักงานคอยดูแล เอ้อเหอ ทึ่งๆๆ พอลงทะเบียนเสร็จ เค้าก็จะแจกอุปกรณ์เครื่องล้างหน้า มีแปรงสีฟัน ยาสีฟัน แล้วก็ยาล้างหน้า แล้วก็ให้ไปเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดขาวแล้วลงมาที่ห้องปฏิบัติธรรมตอน 10 โมงครึ่ง

เรามานี่ก็ไม่รู้จักใครเลย ก็ดีหน่อยจะได้ไม่คุย แต่รู้สึกว่ารุ่นนี้จะดีไม่ค่อยมีคนคุยกันเท่าไหร่ เห็นพ่อเตือนๆมาเหมือนกัน

พอมากันครบเค้าก็มีการปฐมนิเทศน์ บอกว่าเราจะมีกฏเกณฑ์ยังไงกันบ้างเมื่อมาอยู่ที่นี่ และจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ที่แน่ๆคือ ห้ามคุยกันโดยเด็ดขาด แล้วก็เค้าจะให้เอาโทรศัพท์มือถือไปฝากไว้ด้วย! สุดยอดเลย

จากนั้นเค้าก็จะมีวิทยากรมาพูดแนะนำสถานที่ และประวัติเล็กๆน้อยๆ แล้วก็พอเที่ยงก็ได้เวลาออกไปกินข้าวกันละ โดยเค้าจะแบ่งแยกชายกับหญิง ผู้ชายก็นั่งกินข้างใน อาหารที่นี่ดีมากๆ แม้จะเป็นอาหารมังสะวิรัติแต่ว่าคุณภาพนี่ระดับโรงแรมห้าดาวเลยนะ เรากินมังสะวิรัติอยู่แล้วเลยยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ เพราะมันดีกว่าที่บ้านเรามากๆ

มื้อแรกนี้เค้าให้กินได้ตามสบาย แต่มื้อต่อๆไปจะต้องมีการกำหนดสติในทุกๆอิริยาบท และจะต้องทำช้าๆ!

พอกินกันเสร็จก็เอาถาดไปเก็บ แล้วที่นี่เค้าจะมีแก้วไว้สำหรับแต่ละคนเลย เอาไว้กินน้ำของใครของมัน แล้วก็ที่นี่เค้าจะเรียกผู้ที่มาปฏิบัติว่า “โยคี” ซึ่งแปลได้คร่าวๆว่า ผู้เพ่งเพียรเผากิเลส

มาวันแรกก็เริ่มฝึกเดินจงกรมกันเลยครับ แล้วก็มีนั่งสมาธิเล็กน้อย รู้สึกอึดอัดเหมือนกันนะ แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าจะอยู่ไม่ได้ เพราะอาหารดี ที่พักก็ดี

ตอนบ่ายเค้าจะมีเลี้ยงน้ำปาณะด้วย ก็น้ำผลไม้นี่แหละ ดื่มเสร็จก็มาเดินกันต่อ

วิทยากรที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง อายุก็น่าจะ 60 ขึ้นไป มีสาวๆด้วยเหมือนกันนะ แต่ที่น่าสังเกตคือ ทุกคนจะเสียงหวานมากเลย

วิทยากรบางท่านเป็นถึงคุณหมอ หรือเป็นแอร์โฮสเตส ก็ยังมี เป็นครูก็มี เจ้าของธุรกิจก็มี

ผู้ที่มาปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มากถึง 2 ในสามทีเดียว ในรุ่นเรามีพระมาปฏิบัติด้วย เห็นว่ามาบวชที่วัดนี้เลยมาขอปฏิบัติด้วยเลย

อ้อ ตลอดเจ็ดคืนแปดวันที่อยู่ที่นี่ เราจะไม่ได้ออกไปที่ไหนเลยนะ จะต้องอยู่แต่ในตึกนี่แหละ แล้วเค้าก็จะปิดม่านหมด ไม่ให้เห็นอะไรเลยด้วย เหอๆๆ

ตอนเย็นหลังจากที่กินข้าวเย็นแล้ว เค้าจะมีการทำวัตรเย็น หรือสวดมนต์น่ะแหละ แล้วก็จะมีมาให้ฟังธรรมะ หรือบางทีก็จะมีวิทยากรที่เคยฝึกมาแล้วมาพูดด้วย

มีทั้ง คุณกิ๊ก มยุริญ และก็ คุณท๊อป ดาราณีนุช ซึ่งทั้งสองคนก็มาพูดได้ดีมากๆเลย แบบว่าฟังแล้วมีกำลังใจที่จะฝึกต่อไป แล้วก็มีบางวันเค้าก็จะเปิดวีดีทัศน์ หรือ VCD, DVD น่ะแหละ ก็นั่งชมกันไป มีเรื่องพวกกรรม เรื่องภพภูมิ เรื่องธรรมะต่างๆ ก็ได้ความรู้ดีมากๆเลยนะ ได้เข้าใจอะไรหลายๆอย่างดีขึ้น เราชอบช่วงนี้ของวันที่สุดละ

แล้วพอฟังเสร็จก็อาจจะมีการเดินจงกรมซักอีกรอบนึง แล้วก็ไปดื่มนม แล้วก็อาบน้ำนอน ก็นอนไม่เกิน 3 ทุ่มครึ่ง ที่ห้องมีแอร์ สบาย….

ตอนเช้าเค้าจะมีการตีระฆังปลุกตอนตี 4 เราก็ต้องค่อยๆลุกอย่างมีสติ แล้วก็ไปแย่งห้องน้ำกัน เพราะห้องน้ำมันมีจำกัด เราก็ได้อาบบ้าง ไม่ได้อาบบ้าง แล้วแต่ว่าจะลงมาเร็วแค่ไหน บางวันก็ได้ไปอาบตอนหลังกินข้าวเที่ยงนั่นน่ะ

พออาบน้ำเสร็จ ตี 4 ครึ่งเค้าก็จะเรียกลงไปรวมกันเพื่อทำวัตรเช้า หรือสวดมนต์ตอนเช้า แล้วก็มีฟังธรรมะ 15 นาทีของ คุณแม่ ดร. สิริ กรินชัย แล้วก็มีให้ชมวีดีทัศน์อีกแล้ว ก็มีหลายเรื่องตามแต่วันนั้น

วันที่สามมั๊ง มีเรื่องพระในบ้าน โคตรซึ้งเลย เค้ามีให้ดูวีดีทัศน์เรื่องเกี่ยวกับในหลวงกับสมเด็จย่า ที่ท่านดูแลสมเด็จย่าดีมากๆ เรางี้น้ำตาซึม แล้วก็มาร้องไห้โฮตอนที่เค้ามีการเอาพวงมาลัยมากราบแม่กัน เพราะว่าเค้าจะมีให้โทรไปเรียกแม่มาวันนี้ได้ แต่เราไม่ได้โทรไปหรอก เกรงใจ ขับมาตั้งไกล

มีอยู่วันนี้เราเบื่ออาหารหรูหราพวกนี้มากๆ เราเลยจัดการเอาอาหารมาคลุกรวมๆกัน เอ้อ กินได้เหมือนกันนี่ วันสุดท้ายเอากาแฟเทลงไปคลุกด้วยเลย เหอๆๆ เสียวจะท้องเสียเหมือนกันนะ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร สงสัยเพราะว่าเรามาทำความดี ท้องไส้เลยไม่ปั่นป่วน

การเดินจงกรมที่นี่เค้าจะมี 7 ขั้น ก็แบ่งตามวันเลย ขั้นแรกก็จะแค่ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ (ต้องพูดหนอต่อท้ายทุกอากัปกิริยาที่ทำ รวมทั้งสิ่งที่ใจรู้สึกด้วย) แล้ววันที่สองก็จะเป็น ยกหนอ เหยียบหนอ

แล้วก็เพิ่มเรื่อยๆจนเป็นวันที่หก ก็จะเป็น ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ เหยียบหนอ หกขั้นตอนพอดีี ซึ่งเป็นแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเอาไว้ แต่คุณแม่สิริ เอามาเพิ่ม โดยการบอกว่า คิดหนอ หรือ ไม่คิดหนอ ต่อจากการก้าวทุกๆก้าว เหอๆๆ เล่นเอามึนไปเหมือนกัน ต้องมีสติสุดๆอ่ะ

แล้ววันสุดท้ายเราก็เพิ่งจะได้คิด ว่าควรจะทำอะไรให้ช้าๆสุดๆ เพราะทีแรกเราว่าเราช้าแล้วนะ แต่ว่ามันยังช้าไม่พอ จิตเรามันไวกว่ามาก คิดไปนู่นไปนี่เต็มไปหมด แต่พอมาลองทำให้ช้าๆดู แบบว่าเหมือนสโลโมชั่นเลยอ่ะ ก็เริ่มเห็นตัวเองมากขึ้น คือเห็นเลยว่าตัวเองกระพริบตาเมื่อไหร่! เรียกว่าจิตมันพอดีกับการเคลื่อนไหว แต่ก็มีโอกาสลองได้แค่วันเดียว เพราะว่ามันเป็นวันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ทำให้ได้รู้แล้วว่าคราวหน้าต้องทำอย่างไร

เย็นวันสุดท้ายของการปฏิบัติ เค้าก็จะมีให้เขียนบอกว่ามาฝึกแล้วเป็นยังไงบ้าง เราก็เขียนอย่างเมามัน สุดท้ายคืนนั้น เค้ามีให้ไปพูดหน้าห้องด้วย เราก็โดนเลย ก็เสียวๆอยู่แล้วล่ะ แต่ตอนแรกเห็นคนอื่นเค้าโดนเรียกไปเยอะละ เราคงไม่โดนหรอกมั๊ง แต่ไม่รอดแฮะ ขึ้นไปก็โคตรตื่นเต้นเลย แบบว่าทุกสายตามองมาที่เราหมด แบบว่านั่งเอ่อ อยู่นานเลยอ่ะ คิดอะไรไม่ออกจริงๆ ก็พยายามพูดไปตามที่นึกได้ เฮ้อ แย่ๆจริงๆเรา แต่ก็ได้หนังสือมาเล่มนึงนะ เป็นของปลอบขวัญ อิอิ

ที่นี่เค้าจะมีสอนเรื่องของญาณด้วยนะ ว่านั่งสมาธิไปแล้วจะไปเจออะไรยังไงได้บ้าง ซึ่งเค้าบอกว่าถ้าเจออะไรอย่าไปสนใจ ให้กำหนดว่า รู้หนอ พอแล้ว เพราะว่ามันจะทำให้เราหลงไปได้ แล้วไม่ได้ไปถึงสุดยอด

วันแรกๆนี่เราไม่ได้เห็นอะไรกะเค้าเล้ย ฟุ้งไปเรื่อยอ่ะ แบบว่าคิดไปนั่นไปนี่ตลอดเลย พอมาฟังคุณท๊อป ดาราณีนุช ที่แกเป็นแบบเดียวกันกับเราเล้ย ก็เลยได้คิด เริ่มมาปฏิบัติจริงๆจังๆ จนวันสุดท้ายเจอดีเข้าให้ เพราะนั่งๆอยู่ จิตมันก็รู้สึุกว่าตัวเองอ่ะ ตัวหัก! แบบว่าเริ่มเอียงๆก่อน แล้วก็หักไปข้างๆ เราก็ตกใจนะ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมวิทยากรไม่เห็นเหรอเรานั่งเอียงแบบนี้ แล้วก็ยังมีแมลงมาตอมที่หัว ที่คออีก อันนี้ก็เป็นอีกรูปแบบนึงของการมีนิมิตรต่างๆเกิดขึ้น ซึ่งไม่ดีหรอกนะ เพราะมันจะมาให้เราเสียสมาธิให้ได้น่ะ เหมือนเป็นมารมากกว่า แต่บางคนก็ชอบนะ เพราะบางคนจะรู้สึกเหมือนตัวเบา ลอยได้อะไรแบบนี้

เช้าวันสุดท้ายของการปฏิบัติ เค้าก็จะให้เราลงมาทำวัตรเช้าปกตินี่แหละ แล้วก็จะมีการทำพิธีบังสุกุลให้กับญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว แล้วก็มีการแผ่เมตตาให้กับผู้ที่เจ็บป่วย ซึ่งอันนี้จะมีช่วงหลังๆทุกเช้าเย็นเลย

พอสวดมนต์ฟังธรรมเสร็จเค้าก็จะอบรมแล้วก็แจกหนังสือต่างๆให้ แล้วก็บอกว่าต้องทำตัวยังไงเมื่อออกไปแล้ว แล้วก็แจกโทรศัพท์มือถือคืนให้ แล้วก็แยกย้ายสลายโต๋กันในที่สุด

บางคนครอบครัวก็มารับ บางคนก็กลับกันเอง เค้าก็มีเลี้ยงข้าวเช้าก่อนกลับอีกหนึ่งมื้อ เราก็อาบน้ำแล้วเดินเล่นรอบๆวัด คุยกับคุณอาคนนึงที่แกแบบว่ารู้สึกว่าเข้าถึง เพราะแกบอกว่าแกไม่ได้รู้สึกถึงความสงบของจิตแบบนี้มานานมากแล้ว

เราก็กลับกับเพื่อนโยคีที่รู้จักกันที่นี่ ชื่อแพท แบบว่าเป็นคนที่ลุกลิกที่สุดแล้วอะ กินอะไรก็เร็วๆ ตักสองครั้งประจำเลย แล้วก็ดูขี้หลีมากๆ แล้วก็จริงๆ เพราะได้คุยกับเค้าตลอดทางมานี่มีแต่เรื่องพวกนี้ทั้งนั้นเลย

เรานี่ก็รู้สึกสนุกไปด้วยเลยนะ แบบว่าหลงโลกตามไปด้วยเลย มาคิดได้ตอนหลังนี่รู้สึกว่านั่นน่าจะเป็นการทดสอบของธรรมะเข้าแล้วล่ะ ซึ่งเราไม่ผ่าน…

ขับกลับบ้านมาก็มาแวะส่งแพทตรงพระราม 9 แล้วก็มีเหตุให้ต้องขึ้นทางด่วน เพราะว่ามาผิดเลน ก็เลยเลยตามเลย ดีที่เงินพอค่าทางด่วนพอดี เพราะว่าเอาเงินไปบริจาคหมดแย้ว

กลับมาถึงบ้านก็ราวๆเที่ยวกว่าๆ ก็มากินข้าวเที่ยง แล้วก็ทำตัวแทบจะเหมือนเดิมเลยอะ เหอๆๆ