ไปปฏิบัติธรรมที่วัดผาณิตาราม 7 คืน 8 วัน

ในที่สุดก็ได้ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานซะที หลังจากที่จองเอาไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน ที่นี่เค้าเป็นศาลาพัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วันผาณิตาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ก่อนที่จะมาพ่อกับแม่ก็มีการบอกเอาไว้คร่าวๆแล้วว่าเค้าจะต้องทำอะไรกันมั่ง ก็เลยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม เป็นวันแรกของการฝึกจิต วันนี้เราตื่น 6 โมงเช้า จริงๆกะจะออกตอน 6 โมงนะเนี่ย แต่ว่าดันไม่ตื่น ก็เลยมาออกตอน 7 โมงเช้า ก็เอารถไปเพราะไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนแน่เอารถไปชัวร์กว่า แล้วก็ขับไปเรื่อยๆตามทางที่คิดเอาไว้ แล้วก็มาถึงวัดแบบไม่ยากเย็นนัก ถึงก็ราวๆ 9โมงครึ่ง กำลังดี ก็หาที่จอดรถ แล้วก็เอาข้าวของลงไปข้างใน

เดินเข้าไปก็ตกใจใช้ได้เลย เพราะว่าข้างในมันหรูหรามากๆ ยังกะรีสอร์ทหรูๆยังไงยังงั้น มีโต๊ะลงทะเบียนมีพนักงานคอยดูแล เอ้อเหอ ทึ่งๆๆ พอลงทะเบียนเสร็จ เค้าก็จะแจกอุปกรณ์เครื่องล้างหน้า มีแปรงสีฟัน ยาสีฟัน แล้วก็ยาล้างหน้า แล้วก็ให้ไปเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดขาวแล้วลงมาที่ห้องปฏิบัติธรรมตอน 10 โมงครึ่ง

เรามานี่ก็ไม่รู้จักใครเลย ก็ดีหน่อยจะได้ไม่คุย แต่รู้สึกว่ารุ่นนี้จะดีไม่ค่อยมีคนคุยกันเท่าไหร่ เห็นพ่อเตือนๆมาเหมือนกัน

พอมากันครบเค้าก็มีการปฐมนิเทศน์ บอกว่าเราจะมีกฏเกณฑ์ยังไงกันบ้างเมื่อมาอยู่ที่นี่ และจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ที่แน่ๆคือ ห้ามคุยกันโดยเด็ดขาด แล้วก็เค้าจะให้เอาโทรศัพท์มือถือไปฝากไว้ด้วย! สุดยอดเลย

จากนั้นเค้าก็จะมีวิทยากรมาพูดแนะนำสถานที่ และประวัติเล็กๆน้อยๆ แล้วก็พอเที่ยงก็ได้เวลาออกไปกินข้าวกันละ โดยเค้าจะแบ่งแยกชายกับหญิง ผู้ชายก็นั่งกินข้างใน อาหารที่นี่ดีมากๆ แม้จะเป็นอาหารมังสะวิรัติแต่ว่าคุณภาพนี่ระดับโรงแรมห้าดาวเลยนะ เรากินมังสะวิรัติอยู่แล้วเลยยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ เพราะมันดีกว่าที่บ้านเรามากๆ

มื้อแรกนี้เค้าให้กินได้ตามสบาย แต่มื้อต่อๆไปจะต้องมีการกำหนดสติในทุกๆอิริยาบท และจะต้องทำช้าๆ!

พอกินกันเสร็จก็เอาถาดไปเก็บ แล้วที่นี่เค้าจะมีแก้วไว้สำหรับแต่ละคนเลย เอาไว้กินน้ำของใครของมัน แล้วก็ที่นี่เค้าจะเรียกผู้ที่มาปฏิบัติว่า “โยคี” ซึ่งแปลได้คร่าวๆว่า ผู้เพ่งเพียรเผากิเลส

มาวันแรกก็เริ่มฝึกเดินจงกรมกันเลยครับ แล้วก็มีนั่งสมาธิเล็กน้อย รู้สึกอึดอัดเหมือนกันนะ แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าจะอยู่ไม่ได้ เพราะอาหารดี ที่พักก็ดี

ตอนบ่ายเค้าจะมีเลี้ยงน้ำปาณะด้วย ก็น้ำผลไม้นี่แหละ ดื่มเสร็จก็มาเดินกันต่อ

วิทยากรที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง อายุก็น่าจะ 60 ขึ้นไป มีสาวๆด้วยเหมือนกันนะ แต่ที่น่าสังเกตคือ ทุกคนจะเสียงหวานมากเลย

วิทยากรบางท่านเป็นถึงคุณหมอ หรือเป็นแอร์โฮสเตส ก็ยังมี เป็นครูก็มี เจ้าของธุรกิจก็มี

ผู้ที่มาปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มากถึง 2 ในสามทีเดียว ในรุ่นเรามีพระมาปฏิบัติด้วย เห็นว่ามาบวชที่วัดนี้เลยมาขอปฏิบัติด้วยเลย

อ้อ ตลอดเจ็ดคืนแปดวันที่อยู่ที่นี่ เราจะไม่ได้ออกไปที่ไหนเลยนะ จะต้องอยู่แต่ในตึกนี่แหละ แล้วเค้าก็จะปิดม่านหมด ไม่ให้เห็นอะไรเลยด้วย เหอๆๆ

ตอนเย็นหลังจากที่กินข้าวเย็นแล้ว เค้าจะมีการทำวัตรเย็น หรือสวดมนต์น่ะแหละ แล้วก็จะมีมาให้ฟังธรรมะ หรือบางทีก็จะมีวิทยากรที่เคยฝึกมาแล้วมาพูดด้วย

มีทั้ง คุณกิ๊ก มยุริญ และก็ คุณท๊อป ดาราณีนุช ซึ่งทั้งสองคนก็มาพูดได้ดีมากๆเลย แบบว่าฟังแล้วมีกำลังใจที่จะฝึกต่อไป แล้วก็มีบางวันเค้าก็จะเปิดวีดีทัศน์ หรือ VCD, DVD น่ะแหละ ก็นั่งชมกันไป มีเรื่องพวกกรรม เรื่องภพภูมิ เรื่องธรรมะต่างๆ ก็ได้ความรู้ดีมากๆเลยนะ ได้เข้าใจอะไรหลายๆอย่างดีขึ้น เราชอบช่วงนี้ของวันที่สุดละ

แล้วพอฟังเสร็จก็อาจจะมีการเดินจงกรมซักอีกรอบนึง แล้วก็ไปดื่มนม แล้วก็อาบน้ำนอน ก็นอนไม่เกิน 3 ทุ่มครึ่ง ที่ห้องมีแอร์ สบาย….

ตอนเช้าเค้าจะมีการตีระฆังปลุกตอนตี 4 เราก็ต้องค่อยๆลุกอย่างมีสติ แล้วก็ไปแย่งห้องน้ำกัน เพราะห้องน้ำมันมีจำกัด เราก็ได้อาบบ้าง ไม่ได้อาบบ้าง แล้วแต่ว่าจะลงมาเร็วแค่ไหน บางวันก็ได้ไปอาบตอนหลังกินข้าวเที่ยงนั่นน่ะ

พออาบน้ำเสร็จ ตี 4 ครึ่งเค้าก็จะเรียกลงไปรวมกันเพื่อทำวัตรเช้า หรือสวดมนต์ตอนเช้า แล้วก็มีฟังธรรมะ 15 นาทีของ คุณแม่ ดร. สิริ กรินชัย แล้วก็มีให้ชมวีดีทัศน์อีกแล้ว ก็มีหลายเรื่องตามแต่วันนั้น

วันที่สามมั๊ง มีเรื่องพระในบ้าน โคตรซึ้งเลย เค้ามีให้ดูวีดีทัศน์เรื่องเกี่ยวกับในหลวงกับสมเด็จย่า ที่ท่านดูแลสมเด็จย่าดีมากๆ เรางี้น้ำตาซึม แล้วก็มาร้องไห้โฮตอนที่เค้ามีการเอาพวงมาลัยมากราบแม่กัน เพราะว่าเค้าจะมีให้โทรไปเรียกแม่มาวันนี้ได้ แต่เราไม่ได้โทรไปหรอก เกรงใจ ขับมาตั้งไกล

มีอยู่วันนี้เราเบื่ออาหารหรูหราพวกนี้มากๆ เราเลยจัดการเอาอาหารมาคลุกรวมๆกัน เอ้อ กินได้เหมือนกันนี่ วันสุดท้ายเอากาแฟเทลงไปคลุกด้วยเลย เหอๆๆ เสียวจะท้องเสียเหมือนกันนะ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร สงสัยเพราะว่าเรามาทำความดี ท้องไส้เลยไม่ปั่นป่วน

การเดินจงกรมที่นี่เค้าจะมี 7 ขั้น ก็แบ่งตามวันเลย ขั้นแรกก็จะแค่ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ (ต้องพูดหนอต่อท้ายทุกอากัปกิริยาที่ทำ รวมทั้งสิ่งที่ใจรู้สึกด้วย) แล้ววันที่สองก็จะเป็น ยกหนอ เหยียบหนอ

แล้วก็เพิ่มเรื่อยๆจนเป็นวันที่หก ก็จะเป็น ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ เหยียบหนอ หกขั้นตอนพอดีี ซึ่งเป็นแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเอาไว้ แต่คุณแม่สิริ เอามาเพิ่ม โดยการบอกว่า คิดหนอ หรือ ไม่คิดหนอ ต่อจากการก้าวทุกๆก้าว เหอๆๆ เล่นเอามึนไปเหมือนกัน ต้องมีสติสุดๆอ่ะ

แล้ววันสุดท้ายเราก็เพิ่งจะได้คิด ว่าควรจะทำอะไรให้ช้าๆสุดๆ เพราะทีแรกเราว่าเราช้าแล้วนะ แต่ว่ามันยังช้าไม่พอ จิตเรามันไวกว่ามาก คิดไปนู่นไปนี่เต็มไปหมด แต่พอมาลองทำให้ช้าๆดู แบบว่าเหมือนสโลโมชั่นเลยอ่ะ ก็เริ่มเห็นตัวเองมากขึ้น คือเห็นเลยว่าตัวเองกระพริบตาเมื่อไหร่! เรียกว่าจิตมันพอดีกับการเคลื่อนไหว แต่ก็มีโอกาสลองได้แค่วันเดียว เพราะว่ามันเป็นวันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ทำให้ได้รู้แล้วว่าคราวหน้าต้องทำอย่างไร

เย็นวันสุดท้ายของการปฏิบัติ เค้าก็จะมีให้เขียนบอกว่ามาฝึกแล้วเป็นยังไงบ้าง เราก็เขียนอย่างเมามัน สุดท้ายคืนนั้น เค้ามีให้ไปพูดหน้าห้องด้วย เราก็โดนเลย ก็เสียวๆอยู่แล้วล่ะ แต่ตอนแรกเห็นคนอื่นเค้าโดนเรียกไปเยอะละ เราคงไม่โดนหรอกมั๊ง แต่ไม่รอดแฮะ ขึ้นไปก็โคตรตื่นเต้นเลย แบบว่าทุกสายตามองมาที่เราหมด แบบว่านั่งเอ่อ อยู่นานเลยอ่ะ คิดอะไรไม่ออกจริงๆ ก็พยายามพูดไปตามที่นึกได้ เฮ้อ แย่ๆจริงๆเรา แต่ก็ได้หนังสือมาเล่มนึงนะ เป็นของปลอบขวัญ อิอิ

ที่นี่เค้าจะมีสอนเรื่องของญาณด้วยนะ ว่านั่งสมาธิไปแล้วจะไปเจออะไรยังไงได้บ้าง ซึ่งเค้าบอกว่าถ้าเจออะไรอย่าไปสนใจ ให้กำหนดว่า รู้หนอ พอแล้ว เพราะว่ามันจะทำให้เราหลงไปได้ แล้วไม่ได้ไปถึงสุดยอด

วันแรกๆนี่เราไม่ได้เห็นอะไรกะเค้าเล้ย ฟุ้งไปเรื่อยอ่ะ แบบว่าคิดไปนั่นไปนี่ตลอดเลย พอมาฟังคุณท๊อป ดาราณีนุช ที่แกเป็นแบบเดียวกันกับเราเล้ย ก็เลยได้คิด เริ่มมาปฏิบัติจริงๆจังๆ จนวันสุดท้ายเจอดีเข้าให้ เพราะนั่งๆอยู่ จิตมันก็รู้สึุกว่าตัวเองอ่ะ ตัวหัก! แบบว่าเริ่มเอียงๆก่อน แล้วก็หักไปข้างๆ เราก็ตกใจนะ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมวิทยากรไม่เห็นเหรอเรานั่งเอียงแบบนี้ แล้วก็ยังมีแมลงมาตอมที่หัว ที่คออีก อันนี้ก็เป็นอีกรูปแบบนึงของการมีนิมิตรต่างๆเกิดขึ้น ซึ่งไม่ดีหรอกนะ เพราะมันจะมาให้เราเสียสมาธิให้ได้น่ะ เหมือนเป็นมารมากกว่า แต่บางคนก็ชอบนะ เพราะบางคนจะรู้สึกเหมือนตัวเบา ลอยได้อะไรแบบนี้

เช้าวันสุดท้ายของการปฏิบัติ เค้าก็จะให้เราลงมาทำวัตรเช้าปกตินี่แหละ แล้วก็จะมีการทำพิธีบังสุกุลให้กับญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว แล้วก็มีการแผ่เมตตาให้กับผู้ที่เจ็บป่วย ซึ่งอันนี้จะมีช่วงหลังๆทุกเช้าเย็นเลย

พอสวดมนต์ฟังธรรมเสร็จเค้าก็จะอบรมแล้วก็แจกหนังสือต่างๆให้ แล้วก็บอกว่าต้องทำตัวยังไงเมื่อออกไปแล้ว แล้วก็แจกโทรศัพท์มือถือคืนให้ แล้วก็แยกย้ายสลายโต๋กันในที่สุด

บางคนครอบครัวก็มารับ บางคนก็กลับกันเอง เค้าก็มีเลี้ยงข้าวเช้าก่อนกลับอีกหนึ่งมื้อ เราก็อาบน้ำแล้วเดินเล่นรอบๆวัด คุยกับคุณอาคนนึงที่แกแบบว่ารู้สึกว่าเข้าถึง เพราะแกบอกว่าแกไม่ได้รู้สึกถึงความสงบของจิตแบบนี้มานานมากแล้ว

เราก็กลับกับเพื่อนโยคีที่รู้จักกันที่นี่ ชื่อแพท แบบว่าเป็นคนที่ลุกลิกที่สุดแล้วอะ กินอะไรก็เร็วๆ ตักสองครั้งประจำเลย แล้วก็ดูขี้หลีมากๆ แล้วก็จริงๆ เพราะได้คุยกับเค้าตลอดทางมานี่มีแต่เรื่องพวกนี้ทั้งนั้นเลย

เรานี่ก็รู้สึกสนุกไปด้วยเลยนะ แบบว่าหลงโลกตามไปด้วยเลย มาคิดได้ตอนหลังนี่รู้สึกว่านั่นน่าจะเป็นการทดสอบของธรรมะเข้าแล้วล่ะ ซึ่งเราไม่ผ่าน…

ขับกลับบ้านมาก็มาแวะส่งแพทตรงพระราม 9 แล้วก็มีเหตุให้ต้องขึ้นทางด่วน เพราะว่ามาผิดเลน ก็เลยเลยตามเลย ดีที่เงินพอค่าทางด่วนพอดี เพราะว่าเอาเงินไปบริจาคหมดแย้ว

กลับมาถึงบ้านก็ราวๆเที่ยวกว่าๆ ก็มากินข้าวเที่ยง แล้วก็ทำตัวแทบจะเหมือนเดิมเลยอะ เหอๆๆ

Advertisements

One thought on “ไปปฏิบัติธรรมที่วัดผาณิตาราม 7 คืน 8 วัน

  1. เรากำลังจะไปวิปัสสนาที่วัดอัมพวัน แต่ไปอ่านนิตยสารซีเคร็ดตอนนั้งรอหมอตรวจเจอคุณธงธง มกจ๊กให้สัมภาษณ์แล้วกล่าวถึงวัดนี้เข้าเลยสนใจ ขอขอบคุณจากใจเลยค่ะที่ลงเรื่องนี้ไว้ในอินเตอร์เน็ท นับจากที่บทความนี้ลงก็ 6 ปีแล้ว เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนปฏิบัติต่อไปค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s