วันนี้ได้รับข่าวจากลุงพลเพื่อนบ้าน(ที่เป็นญาติเราด้วย) เค้าโทรมาบอกน้าติ๊ก(ญาติเราอีกคน) ว่ารถเราที่จอดเอาไว้แล้วเอาพลาสติกห่อกันน้ำไว้นั้น ตอนนี้พลาสติกมันได้หลุดออกแล้ว เราก็รู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่ไม่ได้เอามันออกมาหนีน้ำ และก็ห่อเอาไว้ไม่ดีพอ คือจริงๆ ตั้งใจจะห่อให้ดีกว่านี้อีก แต่เวลามันไม่มี เพราะต้องเอาเวลาไปขนข้าวของอย่างอื่นหนีน้ำด้วย แล้วอยู่คนเดียว(แถมขี้เกรงใจไม่กล้าขอให้คนอื่นมาช่วย)ก็เลยยิ่งทำไม่ทัน สุดท้ายรถก็จมน้ำไปอีกหนึ่งคัน สังเวยให้กับน้ำท่วมใหญ่ไปจนได้
ซึ่งเราเองก็คิดๆ อยู่แล้วล่ะว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะดูแล้วน้ำมันยังสูงขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่พลาสติกที่ห่อไว้มันจะหลุดก็มี แต่ก็ไม่เป็นไร ใจนึงก็เริ่มคิดแล้วว่า ถ้าค่าซ่อมมันแพงมาก ก็คงจะขายต่อไปเลยถูกๆ และก็คงจะเลิกใช้รถยนต์ละ เนื่องจากว่าเราก็เห็นว่ารถนี่มันเริ่มเป็นภาระกับเรามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอายุรถที่มากขึ้น เกือบ 20 ปีแล้ว แล้วช่วงหลังเราก็ขับรถน้อยมากๆ และบางครั้งที่ต้องขับก็เพราะต้องให้มันได้ใช้บ้าง ดีที่ช่วงหลังมีขับไปวัดผาฯ ก็เลยทำให้มันได้วิ่งไกลๆ บ้าง แต่ส่วนใหญ่มันก็จะจอดนิ่งอยู่ในโรงรถน่ะแหละ
อีกจุดนึงที่เราเห็นว่าเราไม่ควรมีรถเพราะว่า เวลาพ่อมากรุงเทพฯ ที่จอดที่มีที่เดียวในโรงรถเราก็จะต้องยกให้รถพ่อมาจอด เราก็จะไปจอดในพุ่มไม้ตรงข้ามบ้านแทน ซึ่งเราว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าเราไม่มีรถก็คงจะดีกว่า
แล้วอีกอย่างคือเราเองก็ไม่ค่อยถนอมรถซักเท่าไหร่ หลายๆ อย่างก็ยังไม่ได้เอาไปซ่อม ไม่เหมาะที่เราจะมีรถเป็นของตัวเองเล้ย
และเหตุผลอีกอย่างนึง คือการที่เราไม่มีรถ จะทำให้เราหมดภาระที่ยิ่งใหญ่ของเราไปได้อีกหนึ่งเรื่อง ที่จะทำให้เราสามารถที่จะตัดสินใจบวชได้อย่างสะดวกใจมากขึ้นอีกนิด ไม่ต้องมาคอยห่วง ว่ารถจะเป็นยังไง ใครจะดูแล จะขายดีไหม
แต่แต่แต่ … ถ้ารถมันยังพอจะซ่อมแล้วคุ้มค่า เราก็คิดไว้อีกทางนึงเหมือนกันคือจะทำการดัดแปลงรถคันนี้ซะใหม่เลย อาจจะเอาเบาะหลังออกแล้วทำเป็นที่ใส่ของหรืออะไรก็ว่าไป คือปรับปรุงใหม่ไปเลย ให้กลายเป็นแบบใหม่ไปอะไรแบบนี้
ไว้หลังน้ำลดแล้วค่อยมาดูกันอีกที