เพิ่งได้รับประสบการณ์ชีวิตที่หนักหนาเอาการกับการที่ต้องใช้ชีวิตช่วงน้ำท่วมใหญ่ เลยอยากมาเขียนไว้หน่อย
แรกเริ่มก็รู้ข่าวว่านครสวรรค์น้ำท่วม คันกั้นน้ำแตก น้ำทะลักเข้าเมืองนครนครสวรรค์อย่างรวดเร็ว จนเพื่อนเราที่อยู่ในตัวเมืองต้องอพยพ รถและข้าวของมากมายต้องจมน้ำ ก็ติดตามข่าวมาเรื่อยๆ ว่าน้ำเข้าไปท่วมที่อยุธยาแล้ว ช่วงนั้นก็ท่วมชัยนาทบ้านของพ่อกับแม่ น้ำสูงอย่างที่ไม่เคยสูงมาก่อน ท่วมบ้านที่ปลูกในบ่อน้ำไปเรียบร้อย
แล้วก็มีข่าวมาทุกวันว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ไหม แล้วมีการป้องกันยังไงกันบ้าง ช่วงนั้นก็ติดตามข่าวตลอดก็พยายามหาข้อมูลว่าน้ำจะท่วมบ้านเราไหม ถ้าท่วมแล้วจะสูงแค่ไหน ก็เจอว่าจะท่วมราวๆ 10-20 ซม. แค่นั้นเอง (ตอนหลังมารู้ว่า 10-20 ซม. ที่ว่านี่คือระดับบนถนนใหญ่ ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับบ้านเราเมตรนึง …) ก็เลยคิดว่าอย่างมากก็คง 50 ซม. ซึ่งบ้านเราสูงกว่าถนนหน้าบ้านตั้ง 60 ซม. น่าจะรอดนะ ก็เลยชิวๆ ไป ไม่ค่อยได้เตรียมตัวอะไรเท่าไหร่ มีขนของไปไว้ชั้น2 บ้าง แต่ก็ทำแบบไม่ได้คิดว่าจะท่วมแน่ๆ
จนวันที่น้ำมาถึงบางใหญ่นั่นแหละ แล้วมีการอพยพกันจ้าละหวั่น ทำให้รู้สึกแล้วว่ามันน่ากลัวกว่าที่คิดเอาไว้ และน้ำอาจจะสูงกว่าที่คาด ตอนนั้นก็ราวๆ วันที่ 24 ตุลาคม 2554 ก็ได้ผ้าพลาสติกจากเอมาหุ้มรถเอาไว้ก็คิดว่ายังไงรถก็น่าจะรอดถ้าน้ำท่วมสูงราวๆ 1 เมตร ช่วงนั้นก็ค่อยๆ ย้ายทุกอย่างมาอยู่ข้างบน กินก็มากินข้างบนแทน จนวันที่ 28 ที่มีข่าวแล้วว่าเขตทวีวัฒนาที่อยู่เหนือเรานั้นได้มีคำสั่งให้อพยพออกจากพื้นที่กันแล้วเนื่องจากน้ำท่วมสูงมาก เราก็ยังชิวนิดๆ กะว่าคงไม่หนักมาถึงเขตบางแคหรอกมั๊ง ช่วงนี้ก็ได้พี่กบที่มาจากชัยนาทมาช่วยก่ออิฐบล็อคกันน้ำเข้าบ้านไว้สูงสามชั้นเลยทีเดียว กะว่าน้ำคงไม่เข้าแน่ละ แม้บ้านจะต้องเละเทะ แต่ก็อุ่นใจมากขึ้นหน่อย
แล้ววันที่ 29 ตุลาคม น้ำก็มาถึงหน้าบ้านเรา มีน้ำเจิ่งนองที่หน้าบ้าน พอวันที่ 30 ตุลาคม น้ำก็เริ่มเอ่อมากขึ้นๆ อย่างรวดเร็วมันขึ้นเร็วมากๆ ตอนเช้ายังขึ้นมาแค่ตาตุ่ม แต่พอตอนเย็นมาขึ้นมาถึงในโรงรถเลยทีเดียวขึ้นมา 10 ซม.แค่ครึ่งวัน ช่วงนี้เราก็เร่งทำการปิดประตูหลังบ้าน อุดรูรั่วด้วยซิลิโคน พยายามอุดทุกช่องทางที่คิดว่าน้ำอาจจะเข้ามาได้
พอวันที่ 31 น้ำขึ้นมาถึงล้อรถแล้ว ตอนนี้รถเล็กเริ่มเข้ามาได้ลำบากมากๆ เราเองก็ขี่จักรยานออกไปซื้ออาหารไม่ได้แล้ว วันนี้เริ่มมีการใช้เรือพายกันในหมู่บ้านแล้ว น้ำสีเหลืองๆ น้ำตาลๆ ดูสกปรกมากทีเดียว ตอนกลางวันนี่น้ำยังไม่มาถึงบริเวณขอบปูนหน้าบ้าน แต่ตอนกลางคืนเราลงไปดูอีกทีน้ำขึ้นมาท่วมแล้วช่วงหน้าๆ เราก็ไม่ไหวแล้วรีบยกข้าวของขึ้นข้างบนอย่างจ้าละหวั่น ทำคนเดียวเพราะไม่อยากรบกวนคนอื่นเค้า ก็ค่อยๆ ทะยอยยก ทะยอยขนขึ้นข้างบน อันไหนยกไม่ได้ก็เอาเก้าอี้มารองให้สูงพ้นน้ำ วันนี้บ้านข้างๆ ก็เข้ามาขนของอพยพแล้วเช่นกัน ส่วนบ้านลุงมนนี่เค้าย้ายกันไปนานหลายวันละ เตรียมพร้อมดีมากๆ
แล้วก็ในคืนนั้นน้ำก็ทะลักเข้าหลังบ้านเข้ามาทางขอบบัวที่เราไม่สามารถอุดรูรั่วได้ เนื่องจากมันเยอะ และเข้าไปอุดได้ลำบาก ตรงประตูที่กั้นไว้น้ำแทบไม่เข้าเลย แต่ตรงส่วนของขอบบ้านนี่ซึมเข้ามาได้เรื่อยๆ แล้วระดับน้ำนี่ก็เพิ่มขึ้นทุกชั่วโมง เข้าใจเลยว่าบ้านเก่าๆ ที่เค้าบอกกันว่าไม่ต้องไปเสียเวลาอุด เพราะน้ำมันเข้ามาได้แน่ๆ จริงมากๆ คืนนี้ก็คิดแล้วว่ายังไงคงต้องอพยพแล้วล่ะ อยู่แบบนี้ไม่ไหวแน่ๆ แล้ว พยายามย้ายของขึ้นข้างบนจนหลับไปตอนเกือบๆ ตีสี่ ตอนราวๆ สองทุ่ม คุณมานะบ้านข้างๆ ที่เค้าย้ายบ้านไปแล้ว เอารถยกรถเข้ามาเลย เพื่อเอารถอีกคันของเค้าที่จอดอยู่ที่บ้านขึ้นไป แล้วก็ขับออกไปไว้ที่อื่นหนีน้ำท่วม เราเห็นแล้วก็ทึ่ง ทุ่มเทจริงๆ แล้ววันนี้คุณยายแม่น้าติ๊กและน้ำติ๊กกับลูกๆ ก็อพยพกันละ มีรถสิบล้อเข้ามารับกันเลย คนเต็มท้ายรถ เรายืนมองตาปริบๆ เริ่มรู้สึกมากๆ ว่าควรอพยพ
ตื่นมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ลงมาดูน้ำตอน 6 โมงเช้า เห็นระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วก็ท้อใจอยู่ เพราะมันยังขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนนี้น้ำท่วมพื้นหน้าบ้านหมดแล้ว ในครัวน้ำเข้ามาระดับ 2 ซม. ซึ่งก็ยังเพิ่มสูงขึ้น โทรบอกพ่อกับแม่ว่าน้ำสูงขึ้นมาก เดี๋ยวเราคงจะอพยพไปบ้านเอแล้วล่ะ แม่เลยบอกว่าเดี๋ยววันนี้จะเข้ามาที่บ้าน มาช่วยยกของขึ้น แต่ตอนแรกเรายังไม่ได้บอกว่าเราจะกลับมาชัยนาทด้วย แต่ดูจากปริมาณน้ำแล้ว เราก็คิดว่าถ้าแม่มาจากชัยนาทแล้วเราก็คงจะกลับไปอยู่ชัยนาทด้วยเลยจะดีกว่า ยังไงที่ชัยนาทน้ำก็ลดแล้ว
พ่อกับแม่จะออกจากชัยนาทราวๆ บ่ายโมง เราก็ตั้งหน้าตั้งตารอ ระหว่างนั้นก็พยายามขนข้าวของหลบน้ำขึ้นที่สูงไปเรื่อยๆ อะไรยกไหวก็ยก อะไรไม่ไหวอย่างตู้เย็นก็ปล่อย จนราวๆ บ่ายสองโมงที่น้ำเริ่มทะลักสูงล้นเกินระดับของพื้นบ้านไหลเข้ามาในตัวบ้าน ตอนนั้นเราก็ยกของอย่างไว ให้ทุกอย่างรอดน้ำให้ได้มากที่สุด แล้วตอนนั้นก็ต้องทำการตัดไฟที่ชั้นล่างไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย แล้ววันนี้ก็ได้ทดลองทำสิ่งที่อยากลองมานาน คือการอึใส่ถุง ก็หาถังขยะขนาดกำลังพอดีเอาถุงดำใส่ลงไป แล้วก็นั่งอึ ที่อึนี่ก็เพราะว่ามันไม่ไหวแล้ว อดทนมาสองวันแล้วที่ไม่ได้อึ เพราะน้ำมันสูงไม่กล้ากดชักโครก ฉี่ก็ฉี่ใส่ขวดเอาไว้ การอึใส่ถุงนี่มันสุดยอดมากๆ เรื่องกลิ่น อึเรานี่ได้ชื่อว่าเหม็นระดับสุดยอดมาช้านาน แล้วเอาใส่ถุงแล้วมัดปากถุงแล้วกลิ่นก็ยังทะลุทะลวงออกมาได้ จนต้องเอาอีกถุงมาใส่แล้วเอาใส่ถังขยะที่มีฝา แต่ก็ยังกันกลิ่นไม่ได้ทั้งหมดอยู่ดี เลยทำให้ได้รู้เลยว่าเรื่องนี้นี่แหละที่จะทำเราแย่ตอนใช้ชีวิตบนชั้นสองของบ้าน
จากนั้นเราก็ลุยเก็บข้าวของ ทีแรกว่าจะทำแพลองลอยเล่นดู แต่จำนวนขวดที่มีไม่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนใจไม่ทำและ ไปเก็บของใส่กระเป๋าเตรียมตัวอพยพดีกว่า ช่วงนี้พี่ณัฐก็โทรมาสอบถามทุกวันเลยว่าเป็นยังไงบ้าง พี่เราเป็นห่วงเรามากๆ แต่เราก็ยังชิวๆ อยู่นะ แม้จะมีใจเสียบ้างบางที เพราะข่าวออกมาว่าให้แขวงบางไผ่ เขตบางแคเป็นพื้นที่อพยพนี่แหละ
จนตอนช่วงเย็นเราก็กินขนมปังกับบาโลน่าที่เหลือให้หมด เพราะไม่อยากเก็บไว้ตอนที่ไม่อยู่บ้าน แล้วก็เก็บข้าวของ เก็บคอมพ์ เอาเอกสารที่สำคัญติดตัวมาให้หมด แล้วก็ดูน้ำข้างล่างเป็นระยะๆ ตอนค่ำน้ำก็เข้าบ้านมาเต็มพื้นที่เรียบร้อยแล้ว น้ำมันหาทางเข้ามาจนได้ รูรั่วเล็กๆ มันก็ค่อยๆ ซึมเข้ามาจนเต็มพื้นที่ในที่สุด กันยังไงก็ไม่อยู่ สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้มันเข้ามา
จากนั้นเราก็อาบน้ำเตรียมตัวอพยพ หลังจากไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน วันนี้รู้สึกเลยว่าน้ำประปาอาบแล้วรู้สึกคัน เลยอาบแล้วเอาน้ำที่ตุนไว้มาใช้อาบแทน ก็รู้สึกเลยว่ามันไม่คันแบบน้ำประปาจากก๊อก อาบเสร็จก็เตรียมเก็บข้าวของรอแม่มา ซึ่งแม่กับพ่อก็มาถึงราวๆ สองทุ่มกว่า แต่รถเข้ามาในหมู่บ้านไม่ได้แล้ว ดีที่เอาเรือมากันด้วย พ่อกับแม่ก็เลยพายเรือกันเข้ามา เห็นแล้วก็ชื่นใจที่พ่อกับแม่พายเรือเข้ามาช่วยเราแล้ว
แม่ตะโกนเสียงดังเลย “นพ แม่มาแล้ว” ได้ยินกันทั้งหมู่บ้าน ^ ^
จากนั้นพ่อกับแม่ก็เข้ามาสำรวจภายในบ้านก็ตกใจกับสภาพน้ำที่ค่อนข้างดำเหมือนกัน น้ำมันสกปรกใช้ได้เลย จากนั้นพ่อก็พายเรือออกไปรับน้าๆ ที่จะมาช่วยกันยกตู้และของหนีน้ำ มีน้ารุ่ง(คนสวนที่บ้านชัยนาท) กับน้ารวย(อยู่บ้านข้างๆ ที่ชัยนาท) แล้วก็มียามที่ช่วยพายเอากระสอบทรายเข้ามาให้ แล้วก็จัดการขนเอาอิฐบล็อคลงวางตามใต้ตู้ต่างๆ ที่คิดว่ายังต่ำไป เอาโต๊ะมาหนุนตู้เย็น จัดกันย้ายตู้ต่างๆ ให้พ้นน้ำ จากนั้นก็ทำการเก็บข้าวของเตรียมอพยพได้ เราก็ขึ้นไปตัดไฟข้างล่างเหลือไว้แค่ไฟข้างบนที่ต้องเปิดตู้เย็นเอาไว้ แล้วก็เอากระเป๋าใส่เรือ แต่กว่าเราจะขึ้นเรือได้ก็พักนึงเลยนะเพราะระดับน้ำมันสูงเกือบถึงเป้าเลยอะขึ้นเรือลำบากมากๆ ขึ้นได้แล้วก็ค่อยๆ พายกันออกไปกับแม่สองคน ทีแรกเราอาสาพายเรือคนเดียว แต่ด้วยความที่ห่างเหินการพายเรือมานาน เลยออกนอกลู่นอกทางไป แม่เลยช่วยพาย แล้วเราก็คอยคัดหางเสือให้เรือวิ่งไปตรงๆ ใช้เทคนิคที่พ่อสอนมาตั้งนานแล้ว ในการพายเรือด้านเดียว ไม่ต้องยกพายไปๆ มาๆ สองด้าน พบว่าระยะทางมันไกลไม่ใช่เล่นเหมือนกันจากบ้านออกไปที่หน้าหมู่บ้านเนี่ย บรรยากาศแปลกตาสุดๆ เมื่อเดินทางด้วยเรือ ยิ่งเป็นตอนกลางคืนด้วยแล้วไม่คุ้นตาสุดๆ
พายออกมาถึงข้างหน้าหมู่บ้านก็เทียบเรือกับรถ 6 ล้อที่จอดรออยู่แล้วก็ค่อยๆ ขึ้นบนรถกัน ก็ได้เจอพี่กบ พี่หนิง แล้วก็โตโต้ลูกชายที่ติดรถนั่งมาด้วยกัน ขึ้นรถเก็บเรือเสร็จก็ออกไปล้างขากันที่ปั๊มปตท.ฝั่งตรงข้าม เราเพิ่งได้เห็นสภาพของถนนพุทธมณฑลสาย2 ที่น้ำมันท่วมไปเยอะทีเดียว รถขึ้นไปจอดบนเกาะกลางถนนกันเยอะมาก ซึ่งทีแรกเราก็เล็งไว้เหมือนกันนะ แต่รู้สึกรถยนต์ธรรมดาจะขึ้นลำบากก็เลยไม่ได้ย้ายมาจอดไว้ เห็นน้ำที่ท่วมเยอะแล้วก็รู้สึกคิดถูกแล้วที่อพยพออกมาเพราะไม่รู้จริงๆ ว่ามันจะเพิ่มสูงขึ้นอีกหรือเปล่า ก็ได้แต่หวังว่ารถที่ห่อพลาสติกเอาไว้จะช่วยกันน้ำไม่ให้เข้าได้จนกระทั่งเรากลับมา
จากนั้นพี่กบก็ขับพาพวกเรากลับชัยนาท เห็นพ่อกับแม่แล้วก็รู้สึกสงสารจริงๆ ที่ต้องมาลำบากในวันนี้ แต่ก็ดีใจที่พ่อกับแม่มารับเรากลับบ้าน ออกจากกรุงเทพฯ ตอนราวๆ สี่ทุ่มกว่า แวะกินข้าวต้มแถวอู่ทอง แล้วก็มาถึงบ้านตอนราวๆ ตี3 กลับมาก็อาบน้ำนอนสลบไสลเลย