You are currently browsing the monthly archive for เมษายน, 2009.

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไปร่วมงานแต่งงานญาติ เป็นญาติที่ไม่สนิทมากเท่าไหร่ เป็นงานแต่งของหลานยาย ที่เป็นน้องสาวของยายแท้ๆ ของเรา ซึ่งหลานสาวคนนี้ก็เป็นลูกของของญาติที่ไปแต่งงานกับชาวสวีเดน ก็เลยมีครอบครัวชาวสวีเดนมาด้วยอีก 7 คน

งานนี้มีญาติหลากหลายพอสมควร ก็ได้เจอคุณยายนวย ที่เป็นพี่สาวของยายแท้ๆ เรา และก็ยายเนื่องที่เป็นน้องคนสุดท้อง (ตาชิต, ยายเล็ก, ยายไท, ยายนวย, ยายเนื่อง) ซึ่งวันนี้ยายนวยก็ได้มาเจอกับยายเนื่อง ยายนวยอายุ 80 แล้ว แต่ยังช่วยตัวเองได้มาก แข็งแรง คงเป็นเพราะว่าแกอยู่คนเดียวที่ต่างจังหวัด ไม่ยอมย้ายมาอยู่กับลูกๆ ในกรุงเทพฯ แกก็จะเป็นคนแรงๆ เราก็เพิ่งได้เจอกับตัวเองวันนี้นี่เอง

ยายนวยแกจะมีปมในใจที่รู้สึกฝังใจกับคำพูดของลูกสาวคนนึงของแก(แกมีลูก 10 คน) คือไปพูดว่าจะไม่ยอมเลี้ยงแกไรงี้ เลยงอนทุกทีที่นึกถึง แล้วก็จะร้องไห้ ซึ่งก็ดูน่าสงสารเหมือนกัน แต่แกจะเป็นคนแรงด้วยล่ะ เวลาแกงอนปั๊บนะ บางครั้งก็เดินกลับบ้านเลย ไม่สนใจใคร เห็นแล้วก็สงสารลูกๆ แกเหมือนกันเรียกว่าหนักเอาการเลย

ยายเนื่องนี่ยังเป็นน้อยกว่าเยอะ เพียงแต่ยายเนื่องนี่จะมีอาการหลงๆ ลืมๆ ที่เป็นปัญหา แล้วก็ค่อนข้างจะป่วยง่าย

วันนี้ยายนวยแกก็มีอาการงอนหลายรอบ หลานๆ ก็พยายามช่วยกันชวนคุยเรื่องอื่น เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย อ้อ ยายนวยนี่แกเสื้อเหลืองเต็มตัวเลยนะ เคยมีลูกค้ามาซื้อของที่ร้านแก พูดชมทักษิณเข้าหน่อย แกไล่จะเพิดออกนอกร้านกันไปเลย เหอๆๆ

ดีที่ญาติๆ จะไม่มีใครเป็นเสื้อแดงแบบเต็มตัว(หรืออาจจะไม่กล้าแสดงตัวก็ไม่รู้) แต่ส่วนใหญ่ก็จะสนับสนุนเสื้อเหลืองกันทั้งนั้นเลย รวมทั้งพ่อแม่เราด้วย

งานวันนี้จัดที่บ้านน้าจิ๋ม บ้านน้าจิ๋มอยู่ในหมู่บ้านไม้อิงธาร น้ากริชแฟนน้าจิ๋มเล่าให้ฟังว่าที่หมู่บ้านนี้มีการขุดคลองเป็นรูปมังกรด้วยนะ อ้อ แถมบ้านฝั่งตรงข้ามคลองหลังบ้าน คือบ้านของวิลลี่กับแหม่ม แมคอินทอช เลยนะ ถ้าเป็นสมัยก่อนเราคงจะกรี๊ดๆๆ เพราะชอบแหม่ม คัทลียา มากกกกก

งานแต่งวันนี้มีการเลี้ยงพระตอนเช้า แล้วก็เลี้ยงข้าวเที่ยง แล้วก็มีพิธีรดน้ำสังฆ์ด้วยนะ แล้วก็มีพิธีหมั้น ก็วุ่นๆดี แต่ได้แม่เรานี่เป็นคอยบอกว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง ก็ช่วยได้เยอะ

ทีแรกวันนี้ญาิติๆ จะตั้งวงเล่นไพ่กัน แต่ยายเราเกิดเจ็บตาขึ้นมา เลยไม่อยู่เล่น ก็เลยมีญาติกลุ่มที่ยังอยู่เล่นกัน

วันนี้กลับบ้านมาตอน 3 โมงเย็น ดีที่น้าบิ๊กเป็นคนขับรถให้ก็เลยสบายหน่อย กลับมาบ้านส่งพ่อแม่กลับบ้าน เราก็สลบหลับเลย แบบว่าเมื่อคืนนอนดึกตื่นเช้า แล้ววันนี้ที่งานก็ร้อน เลยยิ่งเพลีย

แต่ตอนกลางคืนก็ยังไปว่ายน้ำได้นะ :P

เมื่อวานนี้วันที่เสื้อแดงยุติการชุมนุมแล้ว ตอนเย็นก็เลยต้องออกไปพักผ่อนซะหน่อย เลยไปเล่นน้ำที่สวนน้ำของเดอะมอลล์บางแค เพราะว่าบัตรสมาชิก VIP มันใช้เข้าสวนน้ำได้ฟรี

ไปถึงก็ราวๆ 5 โมงเย็น ก็เข้าไปแล้วก็เดินดูรอบๆ ก่อนรอบนึง แล้วก็เข้าไปเช่าล็อคเกอร์กับหมวกว่ายน้ำ ที่นี่เค้ามีกฏว่าต้องสวมหมวกว่ายน้ำด้วย ก็ดีเหมือนกันเพราะว่าป้องกันความสกปรก

ค่าเช่าหมวกว่ายน้ำแค่ 15 บาท แต่จะต้องเสียค่ามัดจำ 50 บาท ค่าเช่าล็อคเกอร์ 10 บาทค่ามัดจำ 40 บาท แล้วเราก็เอาของใส่ตู้ แล้วก็เอากุญแจคล้องคอ แล้วก็ลุ้ย!

ที่นี่เค้าจะมีเป็นเหมือนคลองที่ต้องว่ายกันไปในทางเดียวกัน ก็ยาวใช้ได้ แต่ถ้าจะขึ้นก็มีให้ขึ้นหรือลงหลายๆ จุด เด็กเล่นกันเยอะมาก ผู้ใหญ่ก็เยอะ ส่วนมากมากับลูก

สาวๆ นี่น้อยมาก ที่สวยๆ นี่แทบไม่มี -”-

แล้วเค้าก็จะมีอีกโซนนึง เป็นแบบคล้ายๆ สระปกติ คือจะลึกสุดประมาณ 160 cm และจะกันเอาไว้เลยว่าเป็นโซนที่เอาไว้สำหรับใช้ว่ายเพื่อออกกำลังกาย ต้องว่ายไปในแนวเดียวกันเท่านั้น เค้าจะมีคนคอยดูและพูดใส่โทรโข่งเตือนอยู่ตลอด

เราเข้าไปลองว่ายดูนิดหน่อย เพราะคนเยอะมาก ก็เลยไปลองเล่นสไลเดอร์ดูดีกว่า

สไลเดอร์ที่นี่มีสองแบบ คือแบบที่เล่นต้องใช้ห่วงรองนั่ง กับแบบที่ไม่ต้องใช้ห่วง แบบที่ใช้ห่วงจะต้องใหญ่กว่า และก็ไม่สูงมากนัก เหมาะกับเด็กๆ เราไม่เช่าห่วงเลยขึ้นเล่นแบบอันสูงดู

แบบอันสูงนี่จะต้องขึ้นไปข้างบนค่อนข้างสูงเลยทีเดียวแหละ แล้วก็คนต่อคิวรอกันเยอะมาก เพราะเค้าจะเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยเอามากๆ เลย ต้องรอให้คนก่อนหน้าเราลงไปถึงข้างล่างก่อน เราถึงจะเล่นได้ รอจนตัวแห้งถึงได้เล่น

เล่นครั้งแรกเราไม่รู้ ก็นั่งเฉยๆ กะว่ามันคงจะลื่น ที่ไหนได้ ไม่ไปแฮะ ก็พยายามจะดันๆ ด้วยมือ แต่ก็ยังไม่ไป ดีที่คนคุมเค้าบอกให้นอนลงไป ก็เลยนอน เอ้อเหอ ทีนี้ล่ะ เร็วเลย พุ่งจู๊ดๆๆๆ รู้สึกตื่นเต้นดีเหมือนกันนะ แต่เรื่องความปลอดภัยดูจะใช้ได้ทีเดียว

ลงมาถึงข้างล่างแล้วก้นกระแทกเจ็บจริงๆ แบบว่าน้ำมันตื้นอะ แต่ก็ยังไม่หายมัน เลยไปลองอีกรอบ ก็เหมือนเดิมกระแทกอีก อูย …

เล่นเสร็จก็ไปว่ายออกกำลังบ้าง เพราะตั้งใจจะมาออกกำลังด้วย ก็เลยพยายามว่ายไปกลับ ไม่รู้กี่รอบเหมือนกัน แต่ก็ต้องพยายามหลบคนที่ว่ายสวนกันมาด้วย วุ่นพิลึก

ว่ายจนเหนื่อยก็ไปอาบน้ำ ห้องน้ำที่นี่คนรอคิวเยอะมาก ถึงจะมีเยอะ แต่ก็ไม่พอ เพราะว่าแต่ละคนอาบกันนานอะ เรากว่าจะได้อาบก็รอนานเลย

อาบเสร็จก็ไปเดินซื้อของ ออกมาเห็นมีรถไฟเหาะด้วยแฮะ 30 บาท แต่ต้องแลกคูปองเลยเอาไว้ก่อน

แล้ววันนี้ก็เกิดอยากลองอาหารญี่ปุ่นร้านยาโยอิ เห็นราคาไม่แพงมาก ชุดปลาซาบะย่างแค่ 109 บาท ก็เลยลอง แต่ก้าวแรกที่เข้ามาในร้านรู้สึกเลยว่า ไม่โดน บรรยากาศแปลกๆ ไม่น่ากินอะว่างั้น

ก็ลองสั่งชุดปลาซาบะย่างซีอิ้วมากิน แล้วก็น้ำชาเขียวเย็น แล้วก็เกี๊ยวซ่า อาหารไม่ถือว่าเร็ว หรือเพราะเรากำลังหิวและคนเยอะด้วยมั๊ง

ปลาซาบะมาถึงเราก็จัดจากตักกิน อะจ๊าก ดันกินส่วนที่เค้าทำไหม้พอดี ขมปั๊ดเลย จะคายใส่กระดาษ อะจ๊าก กระดาษทิชชูหมดอีก -_-’

เลยต้องทนอมไว้ตั้งนาน เฮ้อ ผิดหวังอย่างแรงตั้งแต่คำแรกเลย แล้วข้าวก็ไม่ค่อยอร่อยอะ นิ่มเกิน แล้วซอสราดซาบะก็หวานจัดเกินไปอีก เฮ้อ

ส่วนเกี๊ยวซ่าก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกว่าโดดเด่นอะไร สรุปแล้วจ่ายไป 189 บาท ถือว่าไม่คุ้มอย่างแรง

ตั้งใจไว้เลยว่า ถ้าอยากกินอาหารญี่ปุ่น จะไม่แวะมาร้านนี้อีกแล้ว ยอมจ่ายแพงขึ้นไปกินฟูจิ หรือ เซ็น คุ้มกว่า

สงกรานต์ปีนี้คงจะเป็นปีที่หลายๆ คน ต้องจดจำไปอีกนานทีเดียว ตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันจะจบลงยังไง รู้แต่ว่าตอนนี้มันรุนแรงขึ้นทุกขณะ

วางแผนว่าจะไปชัยนาท ก็อด เพราะแม่กลัวจะโดนลูกหลงซะ

ประเทศไทยจะเป็นยังไงหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้กันนะเนี่ย

แต่ไม่ว่ายังไง วันนี้ก็คือวันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย สวัสดีปีใหม่ครับ ;)

วันนี้รถที่เอาไปซ่อมเสร็จแล้ว น้าเค้าก็โทรมาบอกตั้งกะเที่ยง กว่าเราจะทำนู่นทำนี่เสร็จก็บ่ายสอง ก็นั่งรถเมล์ไปเอาที่บ้านน้าเค้า ก่อนจะเข้าไป ก็แวะธนาคารกรุงเทพปากซอยก่อน เพราะจะเอาเช็คที่ได้จากการคืนภาษี 270 บาทไปขึ้น แต่รู้สึกมันวุ่นวายมากเลย เขียนยุ่บไปหมด

แล้วก็มากดเงินหมื่นนึงเพื่อจะเอาไปจ่ายค่าซ่อมรถ เงินที่หามาได้เดือนนี้หมดเลย เฮ้อ แดกแกลบ..

มาถึงบ้านน้าเค้าก็รออยู่แล้ว เค้าก็มาบอกว่าเค้ามีการเปลี่ยนอะไรไปให้บ้าง แล้วอะไรที่ใช้ของแท้ของเทียม น้าเค้าแจงละเอียดยิบเลย ชอบๆ เพราะน้าเค้าจะใส่ใจกับรถมากๆ คือแกเป็นช่างที่อู่โตโยต้ามาก่อน ตั้งกะปี 2516 นานมากกกกก

น้าก็แนะนำวิธีการดูแลรถมาด้วย ที่พอจะจำได้ก็มีดังนี้

  • ควรตรวจดูน้ำในแบตเตอรี่อย่าให้มันแห้ง แต่ตอนที่เปิดฝาออกมาเช็คนั้นไม่ควรเอาฝาไปวางไว้บนตัวถังรถ ควรหาถาดมารอง เพราะน้ำกรดมันจะกัดตัวถังจนขึ้นสนิมได้
  • น้ำยาหล่อเย็น ควรตรวจดูอย่าให้มันพร่องเกินไป เติมน้ำเปล่าลงไปได้
  • แบตเตอรี่ถ้าอยากให้ใช้ทนๆ ก่อนจะออกจากบ้าน ให้สตาร์ทรถทิ้งไว้ซักพักก่อน อย่าเปิดแอร์หรือวิทยุ
  • แล้วเวลาจะกลับถึงบ้าน ก็ให้ปิดคอมเพรสเซอร์แอร์ แล้วเปิดพัดลมให้สุด ก่อนถึงบ้านซักพัก เพื่อระบายความชื้นออก พอถึงบ้านจะไม่มีน้ำหยดใต้ท้องรถ
  • น้ำมันเครื่องควรจะเปลี่ยนทุกๆ 6 เดือน หรือ 5,000 กิโล อันไหนถึงก่อนก็ให้เปลี่ยนเลย น้ำมันเครื่องแบบที่มันแพงๆ นั้น ถ้าไม่ได้ขับรถวันละเป็นร้อยกิโล ก็ไม่จำเป็น สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
  • รถถ้าจอดอยู่กับบ้านเฉยๆ ก็ควรจะมาสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้บ้าง การที่ให้เครื่องติด ทำให้เกิดการหมุนเวียนของระบบหล่อลื่น เครื่องยนต์จะไม่สึกหรอเร็วเกินไป
  • ถ้าต้องจอดรถนานๆ เป็นสัปดาห์ ควรจะขับเดินหน้าถอยหลังบ้าง หรือเอาออกไปวิ่งรอบหมู่บ้านซักรอบนึง เพื่อให้ระบบช่วงล่างได้ทำงาน และยางมีการหมุนเวียนบ้าง

น้าเค้ายังบอกอีกว่า สายไฟที่ใช้จั๊มป์แบตเตอรี่เนี่ย ถ้าไปซื้อที่มันขายสำเร็จรูป มันไม่ดี เพราะเหมือนสายไฟจะใหญ่ แต่จริงๆแล้วมันหนาที่พลาสติกหุ้ม ถ้าจะให้ดีทำเองจะดีที่สุด เพราะมันจะจ่ายไฟได้ดีกว่า

พอรับรถเราก็ไปแวะเดอะมอลล์เพื่อจะไปอัพความเร็วเน็ตเป็น 512K แต่ว่าเค้าบอกว่ามันอัพทางเว็บได้เลยนะ เราก็เลยไม่ได้อัพที่นั่น แล้วก็ไปแวะกินข้าว ซื้อหนังสือมาอีกสามเล่ม ไม่ได้ไปงานหนังสือก็ดี เพราะถ้าไป คงจะโดนมากกว่านี้

แต่ตั้งใจจะไปหาหนังสือคู่มือการดูแลรถ มันไม่มีเลยอะ ร้านนายอินทร์นี่น้อยมาก มีแค่สองเล่ม แล้วก็เป็นเรื่องของติดแก๊สทั้งนั้น ส่วนซีเอ็ดหนังสือเกี่ยวกับรถมีเป็นยี่สิบสามสิบเล่ม แต่ก็ไม่มีหนังสือที่สอนวิธีดูแลรถอีกอยู่ดี

ขากลับฟ้าครึ้มมาเลย กลับมาถึงบ้านเอารถเข้าบ้านได้ก่อนฝนจะตกพอดิบพอดี แต่ใจจริงอยากโดนฝนเหมือนกันนะ จะได้ล้างรถไปในตัว อิอิ

เราเองจำไม่ได้แล้วว่า หมาเต๋าของเรานี่ตอนนี้มันกี่ขวบแล้ว

วันก่อนเพื่อนมาบ้าน มันถามว่าชื่อเต๋ามาจากไหน มันเดาว่ามาจากเต๋า สมชาย หรือเปล่า เราก็บอกว่าใช่ ช่วงนั้นเต๋าสมชายดังมาก เลยเอามาตั้งชื่อหมาซะ!

เลยกลับมานึกๆ ดู ถ้าย้อนกลับไปช่วงที่เต๋าสมชายกำลังดัง เราก็น่าจะเดาได้ว่าเต๋ามันน่าจะได้ชื่อมาช่วงนั้น ก็จะพอกะอายุมันได้

เลยไปลองค้นประวัติเต๋า สมชายดู เลยเจอนี่ ประวัติเต๋า สมชาย เข็มกลัด ซึ่งในนั้นก็ระบุปีพ.ศ.ที่เต๋าออกอัลบั้มแล้วดังๆ

ซึ่งลองนึกๆ ย้อนดู คงไม่น่าใช่อัลบั้มแรก เพราะอัลบั้มแรก เรายังไม่ได้ชอบอะไรมากนัก แต่พออัลบั้มที่สอง สมชายจรดปลายเท้า

จำได้ว่า ช่วงนั้นเรายอมซื้อตั๋วเข้าไปดูคอนเสิร์ตพี่แกเลยด้วย!

ซึ่งช่วงที่พี่แกออกเทปชุดที่สอง ก็ปี 2538 ซึ่งถ้านับๆดู เจ้าหมาเต๋า ก็น่าจะอายุ 13-14 ปีได้แล้วสิเนี่ย โอ้วววว แก่จริงๆ หมาตรู

ถ้าลองคำนวณอายุแบบคน ที่เรารู้มาคือ คูณด้วย 7 เข้าไป ก็จะเป็น 91-98 โอ้ยยยยย ยิ่งดูแก่หนัก -_-’

เจ้าเต๋าวันนี้มันก็แก่แล้วจริงๆ น่ะแหละ (แต่ยังมีแรงหลังจากอาบน้ำเสมอ ดีดดิ้นสารพัด) แต่มันก็ยังดีที่ฟันยังแข็งแรง กินข้าวได้(แม้จะเลือกมากกกกก) ขี้เยี่ยวได้ แม้ตาจะมองไม่เห็นแล้วก็ตาม(เราลองเอานิ้วค่อยๆ แหย่ไปที่ตามัน มันไม่หลบ แสดงว่าคงไม่เห็นแล้วจริงๆ ก่อนนี้ที่มันยังเห็นรางๆ มันหลบ)  เรื่องจมูกกับหู มันก็ยังดี ได้ยินเสียงเปิดประตูหน้าบ้านเสมอ แต่ไม่ค่อยได้ยินเสียงมันเห่าเท่าไหร่แล้ว แต่อย่างวันที่เพื่อนมา มันก็เห่าเพราะได้กลิ่นคนแปลกหน้า

ก็ไม่รู้ว่ามันจะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหนเหมือนกัน เมื่อวานก็เกือบแย่ ดันตะกละ กินอาหารเม็ดเร็วไปหน่อย เกือบติดคอตายซะแล้ว -”- ลุ้นแทบแย่

เดี๋ยวอาจจะต้องพามันไปให้หมอตรวจดูหน่อยว่ามันมีโรคอะไรหรือเปล่า แต่รวมๆ แล้วก็ยังดูโอเค มันกินได้ นอนหลับ ไม่ร้องอะไร(ยกเว้นตอนฝนตกฟ้าร้องดังๆ มันจะกลัวมาก)

วันอาทิตย์ตั้งใจจะออกไปซื้ออาหารให้เต๋า แล้วก็จะไปเดินดูต้นไม้ที่สนามหลวง2 หรือตลาดธนบุรี ก็ขับรถออกไปตามปกติ ขับมาเรื่อยๆ มันก็ไม่มีอาการอะไร มีแต่รอบเครื่องมันตกลง ซึ่งก็คิดว่ามันปกติแหละ เนื่องจากรถมันก็ 17 ปีแล้ว(เก่าแฮะ) ก็เลยขับไปไม่คิดไร

จนวิ่งเข้าสนามหลวง 2 แล้วก็ขับวนจะไปหาที่จอด จู่ๆ รถก็ดับ และสตาร์ทไม่ติด! จอดอยู่กลางเลนเลย คือถ้าเราจอดตายตรงนั้น ข้างหลังที่ตามมาอีกเป็นขบวนซวยแน่ๆ เพราะมันวิ่งได้แค่เลนเดียว แต่เราก็ยังโชคดีมาก ที่มีรถคันข้างหน้าเค้ากำลังจะออกพอดี

เราก็เลยลงมาเข็นรถเราถอยหลังไปหน่อย เพื่อให้เค้าออกได้สะดวก แล้วก็พยายามเข็นรถตัวเองเข้าช่อง -”- โชคยังดี เจอคนใจดีแถวนั้น มาช่วยเข็นรถให้เข้าจอดได้อย่างเรียบร้อย เราก็ตกใจพอสมควร ว่าจะทำยังไงดีวะเนี่ย ก็ให้พี่เค้าดูให้ เค้าก็บอกว่า คงจะเป็นที่แบตเตอรี่มันเสื่อม ก็คงจะจริง เพราะเราก็จำไม่ได้แล้วว่ามันนานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้เปลี่ยนแบตฯ

ที่คิดได้ตอนนั้นคือ เราจะโทรหาใครดีวะ ที่พอจะช่วยเราได้ ที่เค้าอยู่ไม่ไกลมากนัก ตอนแรกก็นึกไปถึงเพื่อนบ้าน แต่ก็ไม่อยากไปรบกวนเค้า  พ่อกับแม่ก็อยู่ชัยนาท โทรไปจะยิ่งตกใจกันเปล่าๆ เพื่อนๆ ก็ไม่น่าจะมีคนรู้เรื่องรถมากมายนัก แล้วก็ยังดีที่เราเคยเอารถไปซ่อมกับน้า๊ณัฐวุฒิที่เค้าเคยเป็นช่างซ่อมรถโตโยต้ามายาวนาน เลยตัดสินใจโทรไปหาน้าเค้า โชคดีอีกอย่างคือ เราใช้โทรศัพท์เครื่องที่เม็มเบอร์น้าเค้าเอาไว้ด้วย ถ้าไปใช้ Nokia ก็ซวยหน่อย แต่ยังไงเราก็ยังคงพกนามบัตรของน้าเค้าไว้ในกระเป๋าเสมอๆ

น้าเค้าก็ใจดีมากๆ ออกตัวเลยว่าจะให้น้าเค้าไปดูให้ไหม เราก็เกรงใจอะ บ้านน้าเค้าอยู่แถวเพชรเกษม แม้จะไม่ไกลจากสนามหลวง2 มากนัก แต่ก็ไม่อยากรบกวน เลยถามวิธีน้าเค้าว่าเราจะทำยังไงกับอาการรถแบบนี้ น้าเค้าก็เดาว่าแบตฯคงจะเสื่อมแล้วจริงๆ ก็ให้เราใช้วิธีเข็นรถ แล้วเข้าเกียร์ 2 เหยียบครัชค้างไว้ เพื่อให้มันสตาร์ทขึ้นมาเอง(เกียร์ธรรมดาจะทำแบบนี้ได้) แต่เราก็กังวลว่าถ้ามันไม่ติดเนี่ยจะเป็นเรื่องมากๆ เพราะว่าซอยนั้นมันวิ่งได้แค่เลนเดียวจริงๆ ถ้าดับอีกก็ต้องเข็นกันยาวเลย เลยตัดใจขอคิดดูอีกทีว่าจะเอายังไง

ก็เลยตั้งสติ ปิดล็อครถ แล้วเดินไปซื้ออาหารหมาให้เต๋าก่อน เพราะไงก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรยังไงต่อดี ซื้ออาหารไว้ก่อนจะได้ไม่เสียเที่ยว

ก็ไปเดินเลือกซื้ออยู่พักนึง ได้ของครบแล้วก็เดินไปหาร้านอุปกรณ์เกี่ยวกับรถยนต์ ก็โชคดีเจอร้านของแต่งรถ ก็เลยถามพี่คนขายว่าจะหาร้านแบตฯแถวนี้ได้ที่ไหนบ้าง เค้าก็บอกว่ามีแถวสาย 2 (-_-’ นั่นมันร้านแถวบ้านผมใช่ไหมนั่น) แต่วันนี้คงจะปิด เพราะเป็นวันอาทิตย์ พี่เค้าก็บอกว่าวันนี้คนมาถามเรื่องแบตฯกัน 4-5 คนแล้ว แปลกๆ เราก็เลยขอซื้อสายจั๊มแบตฯจากร้านพี่เค้า 380 บาท พีเ่ค้าแนะนำว่า ถ้ารถสตาร์ทติดแล้ว ก็ให้ขับช้าๆ ไปซักสองชั่วโมงเพื่อให้แบตฯมันชาร์ตไฟเข้าไป (โห สองชั่วโมงเนี่ยนะ -_-’ เราขับไปหาร้านเปลี่ยนแบตฯเลยจะดีกว่าไหมนั่น)

แล้วเราก็เดินกลับไปที่รถ มาถึงดันหารถไม่เจอซะนี่ เฮ้อ… ใจคิดไปว่ากูลืมล็อครถหรือเปล่าวะนี่ แต่จำได้ว่าเดินมาเช็คแล้วรอบนึงนะ เดินๆ ไปก็เจอ ก็เลยอุ่นใจขึ้นมาหน่อย

มาถึงรถก็เอาสายไฟมาเก็บ แล้วก็เดินคิดไปว่าจะเอายังไงดี เพราะไงคงต้องขอรถคันข้างๆ เค้าจั๊มแบตฯ ทีแรกเห็นเจ้าของรถคันทางขวามือมาก่อน แต่คิดว่าสายไฟคงจะยาวไม่พอ แต่พอคิดจะขอลองดู เจ้าของรถเค้าก็หายไปแล้ว -”- แบบว่าเดินมาเก็บของเฉยๆ

ก็เลยเดินไปหาซื้อน้ำมาดื่มให้มันหายร้อนบ้าง เพราะวันนี้ร้อนจริงๆ ยิ่งเครียดนี่ยิ่งร้อนหนัก แล้วก็เดินกลับมาที่รถ เห็นคุณน้าคนนึงเค้าเดินมาเปิดประตูรถคันข้างๆ พอดี เลยเข้าไปถามว่าเค้าเป็นเจ้าของหรือเปล่า เค้าก็บอกว่าเปล่า เจ้าของไปซื้อข้าว -”"- โอยย รอๆๆๆ

ก็ไม่รู้จะทำไง ก็เลยลองไปเอาอุปกรณ์หลังรถมาลองเคาะๆ ที่ขั้วแบตฯ จำได้ว่าสมัยใช้ Corona เคยเจอแบบว่ามีตะกรันมาเกาะตรงขั้วแบตฯ แล้วไฟมันเลยไม่เข้า ก็ลองๆ ดู แล้วไปสตาร์ทรถ ติด! โอ้ยยยยย ดีใจๆๆๆ แต่ก็ยังกังวลว่าจะขับไปได้ถึงไหน

ก็รีบออกเลย แล้วขับจะไปหาร้านเปลี่ยนแบตฯ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่ก็คิดว่าแถวถนนเพชรเกษมน่าจะมีลุ้น เลยขับไป แล้วจู่ๆ ระหว่างทางตรงถนนเลียบคลองทวีวัฒนา รถก็ดับ T-T แล้วก็อาการเดิม คือบิดกุญแจจะสตาร์ท แล้วมันจะก็จะวืดๆๆ แล้วก็เงียบ

ก็เลยโบกรถแท็กซี่ขอให้เค้ามาช่วยจั๊มป์แบตฯให้เราหน่อย ก็ยังดีที่เราซื้อสายจั๊มป์มาด้วยแล้ว ก็โอเค รถสตาร์ทติด ก็เอาวะ ขอให้รอดไปถึงร้านแบตฯ ละกัน ก็ให้แท็กซี่ไป 50 บาท ค่าช่วยยืดชีวิต

แล้วก็ขับต่อมา จะออกเพชรเกษมละ ดับ! คือแบบว่าเราจะเอาเท้าออกจากคันเร่งไม่ได้เลยน่ะ เพราะถ้ารอบเครื่องตกเมื่อไหร่ มันก็จะดับทันที แล้วก็เหมือนเดิมคือสตาร์ทไม่ติดละ -”"”"- เครียดหนัก

ยังดีที่เจอรถตำรวจขับมาพอดี เลยขอให้คุณตำรวจช่วยมาจั๊มป์แบตฯให้หน่อย เค้าก็ช่วยดีเลยนะ ก็ลองจั๊มป์ให้มันนานซักนิดนึงซิ เพราะไม่รู้ว่าที่มันดับรอบที่แล้วนี่เพราะแบตฯมันยังน้อยอยู่หรือเปล่า พอจั๊มป์ได้ซักพัก ก็โอเค ก็ขอบคุณพี่ตำรวจ แล้วก็ขับต่อ ตรงนั้นรถก็โคตรติดเลยนะ ร้อนก็ร้อน มองหาร้านแบตฯก็ไม่มีวี่แวว ก็เอาวะ ขับไปเรื่อยๆละ กัน ดวงดีคงจะเจอน่า

แต่แล้ว พอขับมาได้อีกหน่อย ผ่านไฟแดงมาได้นิดนึง ดับอีกรอบ! คราวนี้หนักกว่าเดิมคือ เบรคมันแข็งมากๆ เหยียบไม่ลง ดีที่แถวนั้นมีที่พอจะเอารถเข้าไปเสียบข้างทางได้ เลยรีบจัดการจอดแล้วเข็นรถเข้าไป

โอย… เครียดจริงๆ แต่ก็ิคิดว่ามาถึงตรงนี้น่าจะอุ่นใจแล้ว เพราะใกล้บ้านน้าณัฐวุฒิ เลยโทรหาน้าเค้าว่าคงต้องรบกวนให้น้ามาดูรถให้หน่อยแล้วล่ะ น้าเค้าก็ใจดี รีบออกมาช่วยดูให้ ซักพักก็มาถึง น้าเค้าก็จัดแจงตรวจแบตฯ ลองเอาแบตฯมาเปลี่ยน แต่ก็ไม่ดีขึ้น น้าเค้าเลยไปดูหม้อน้ำ ปรากฏว่าหม้อน้ำแห้ง! เลยได้รู้สาเหตุที่แท้จริงนั้น ไม่ได้มาจากแบตฯ ซะทีเดียว มันมาจากการที่เครื่องมันร้อนจัดด้วยน่ะเอง ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะว่าหลังจากลองจั๊มป์แบตฯ แล้วสองครั้ง มันก็ยังดับอีก แล้วที่ครั้งแรกสตาร์ทติดนั้น เป็นเพราะเครื่องมันเริ่มเย็นแล้วน่ะเอง จากการที่เราเดินไปซื้ออาหารหมา แล้วกลับมา ก็ราวๆ 30 นาที พอเครื่องเย็นมันก็สตาร์ทติด

น้าเค้าเลยไปหาน้ำมาเติมใส่หม้อน้ำ แล้วก็ดูอาการ ก็เห็นว่าหม้อน้ำมันรั่วออกมา น้ำไหลออกมาตลอด -”- ก็เพราะเราไม่เคยดูแลรถนี่แหละน้า คิดแต่ว่าไม่ได้ขับไปไหนไกล คงไม่เป็นไร ซึ่งที่เราไม่เห็นว่าความร้อนมันขึ้นก็เพราะว่าเราขับทางใกล้ๆ ตลอด แล้วก็ขับเย็นๆ กลางคืน ซะเยอะ

น้าเค้าเลยบอกว่าแบบนี้ขับไม่ได้แล้วล่ะ ต้องเอาไปซ่อมโดยด่วน เพราะว่าไม่แน่อาจจะมีปัญหากับลูกสูบได้ ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะเรื่องใหญ่แน่นอน

ก็เลยค่อยๆ ขับรถไปที่บ้านน้าเค้า แล้วก็จอดทิ้งไว้ให้น้าเค้าดูแลเลย งานนี้คาดว่าอาจจะต้องโดนซัก 5-6 พัน T-T

แต่ก็จำเป็นต้องทำ เห็นสภาพแล้วเราคงต้องมาศึกษาเรื่องรถให้มากขึ้นแล้ว ยิ่งใช้รถเก่าๆ แบบนี้ด้วย การที่ไม่รู้เรื่องปัญหาและวิธีการแก้ไขไว้บ้างเลย จะทำให้ลำบากมากๆ นี่นับว่ายังโชคดีมาก ที่ได้น้าเค้ามาช่วย แล้วเรายังไม่ได้ขับรถออกไปไหนไกลๆ

ปฏิทิน

เมษายน 2009
อา พฤ
« มี.ค.   พ.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

a

ตัวนับ

  • 6,927 ป้ง