You are currently browsing the monthly archive for มีนาคม 2009.
รู้สึกว่าเวลาเข้าไปเล่น twitter แล้วจะชอบหลุดไปนู่นไปนี่ เสียสมาธิง่ายมากๆ เพราะว่าคนที่เราไป follow เค้า ก็จะมีความสนใจในเรื่องต่างๆ กัน ทำให้แต่ละคนก็จะโพสต์เว็บที่ตัวเองสนใจเข้า twitter ซึ่งมันก็น่าสนใจจริงๆ น่ะแหละ แต่ว่า มันเหมาะกับคนที่ว่างๆ ไม่มีอะไรจะทำมากกว่า
ช่วงนี้เรางานก็เยอะ แล้วดันจะเข้าไปเล่น twitter ก็ตายเลย เรายิ่งเป็นพวกสมาธิสั้น เปลี่ยนความสนใจได้ง่ายอยู่แล้วด้วย ทำให้ยิ่งหลุดกันไปไกล
ก็เลยว่าจะลองหยุดเข้า twitter ชั่วคราว ไม่รู้ว่าจะได้นานเท่าไหร่ แต่ก็น่าจะจนกว่างานจะเสร็จน่ะนะ
วันเสาร์ที่ผ่านมา เปลี่ยนจากการว่ายน้ำมาเป็นการวิ่งแทน(พอดีคู่หูของผมเค้าไม่สะดวกว่ายน้ำในอาทิตย์นี้)
ที่ผมเลือกเปลี่ยนมาเป็นการวิ่งแทนการว่ายน้ำ เพราะว่าเพิ่งไปอ่านเจอว่า การวิ่งอย่างต่อเนื่อง 30 นาที จะสามารถช่วยเผาผลาญคลอเรสเตอรอลได้
แต่ว่าเราจะต้องวิ่ง(หรือเดิน)แบบไม่หยุดเลย เป็นเวลา 30 นาทีนะครับ คือวิ่งแล้วเหนื่อยก็เปลี่ยนมาเดินไรงี้โอเค แต่ห้ามหยุด
ก็เลยไปวิ่งกันที่สวนสาธารณะตรงปลายพุทธมณฑลสาย 2 ซึ่งมันจะมีถนนให้วิ่งได้อย่างสะดวก และจะมีคนมาวิ่งกันเป็นประจำ แถมยังมีสนามบาส สนามบอลเล็กๆ อีกด้วย
ก็เริ่มวิ่งกันเลยครับ 30 นาทีนี่นึกว่าขี้ๆ เอาเข้าจริงๆ แทบแย่เหมือนกันนะ ว่ายน้ำ ตีแบด ยังไม่เหนื่อยเท่านี้ เพราะนั่นมีอู้ได้ แต่ก็จำได้ว่าตอนที่ไปปั่นจักรยานตามพวกที่ปั่นเก่งๆ นั่นก็แทบตายเหมือนกัน เพราะเค้าจะปั่นกัน 25-30 km/h เป็นระยะยาวๆ เลย ซึ่งถ้าไม่อึดจริงๆ ก็อาจเดี้ยงได้
ก็อาศัยวิ่งบ้าง เดินเร็วบ้าง แต่ไม่หยุดเลย ก็หอบกันไป เมื่อยขาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าได้ออกกำลังกายดีนะ เพราะรู้สึกเลยว่ามันเหนื่อย!
คิดว่าเร็วๆ นี้จะไปซื้อแว่นตากันน้ำมาใช้ละ จะได้ว่ายน้ำแบบลุยๆ ได้ (และจะได้เอาไว้ดูสาวๆ ในน้ำด้วย อิอิ) เพราะถ้าไม่มีแว่น เวลาเราก้มหน้าในน้ำแล้วโผล่ขึ้นมาหายใจ จะแสบตาตลอดเลย ทำให้ว่ายได้ไม่ถนัด ถ้าเจอแว่นที่ถูกใจและถูกเงิน ก็คงจะต้องซื้อมาใช้ซักกะอันแล้วล่ะ
วันนี้ไปว่ายน้ำตามปกติ และได้ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้ที่ 35 รอบไปได้ด้วย สถิติใหม่ 40 รอบ
ทีแรกกะว่าจะหยุดที่ 10 รอบแล้วนะ แต่ว่าวันนี้มีเด็กที่น่าจะเป็นนักว่ายน้ำมาฝึกกัน เราก็เลยว่ายต่อไป เพราะว่าเค้ายังไม่หยุด เราจะหยุดได้ยังไง! (ใครเขาไปห้ามวะ!)
ก็เลยว่ายไปเรื่อยๆ จนผ่าน 20 รอบแบบไม่ได้แตะขอบสระ ก็พักแป๊บนึง แล้วก็ค่อย ๆ ว่ายต่อ ซักพักมีคุณอาคนนึงมาว่าย ดูท่าอาจจะราวๆ รุ่นพ่อ แกก็ว่ายไปเรื่อยๆ เลย เราก็เฮ้ย ไม่ได้ เราต้องว่ายต่อไป เราก็ว่ายใหญ่เลย จนคุณอาคนนั้นแกไปนอนพัก เราก็ยังว่ายต่อไป จน 30 รอบผ่านไป เราก็เอาวะ ว่ายต่อไป สถิติเดิม 35 ไงวันนี้เอาเท่าเดิมก็ได้วะ
แต่พอมาถึงรอบที่ 35 แล้วก็เอ .. ยังพอไหว ลองทำลายสถิติดูดีไม๊ ก็ค่อยๆ ไต่ไป จาก 36 … 37 … 38 … 39 เลขกำลังสวยนะ ขึ้นดีไม๊… แต่ 40 สวยกว่าน่า
ก็เลยว่ายต่อจน 40 รอบ เย้… แฮ่ก ๆ ๆ ๆ
วันนี้ไปงานแต่งงานเพื่อนสมัยประถม สมัยอยู่ชัยนาทโน่นเลย เพื่อนชื่อ ตุ๊ก อาทิตยา จำได้ว่าเมื่อสมัยตอน ป.4-5 นี่ตุ๊กมันสวยมากอะ สวยสุดในรุ่นแล้วมั๊ง แล้วบ้านรวยด้วย เรียนเก่งอีกต่างหาก เหอ ๆ ๆ
เราเองก็ไม่ได้ติดต่อกับตุ๊กตั้งแต่มาเรียนกรุงเทพฯ นั่นแหละ ซึ่งก็จำได้ว่าตุ๊กเองก็มาเรียนกรุงเทพฯ ในเวลาไล่เลี่ยกับเรา
ที่ได้มาร่วมงานนี่ก็เพราะว่าพ่อกับแม่ตุ๊กเค้าสนิทกับคนชัยนาท ซึ่งพ่อเราก็เป็นหนึ่งในนั้น ก็เลยได้รับเชิญมาด้วย ซึ่งแม่ก็จำได้ว่าเราเป็นเพื่อนตุ๊กสมัยประถม ก็เลยชวนมางานด้วยนั่นเอง
เรามาถึงสายพอสมควร เพราะกว่าจะออกจากบ้านก็ตั้งเกือบ 6 โมงเย็นน่ะ มาถึงก็ทุ่มกว่า ๆ ด้วยรถเมล์สาย 79 เจ้าประจำ
มาถึงก็ดูรูปเจ้าสาวเจ้าบ่าวก่อนเลย แต่ให้ตายสิ ไม่คุ้นเอาซะเลย แต่ตุ๊กก็ยังคงสวยอยู่นะ (มารู้ทีหลังว่าเป็นแอร์ฯ ด้วยน่ะ)
ก็เจอคนชัยนาทเยอะเหมือนกัน แต่เราก็จำไม่ได้หรอกนะ ใครเป็นใครกันมั่ง
อ้อ งานนี้จัดที่เดียวกับงานพี่ฮ้วงเจ้านายเก่าเราเลยล่ะ ค่อนข้างคุ้นหน่อย เพราะเพิ่งจะผ่านมาไม่นาน แล้วก็จัดคล้ายๆกัน เป็นบุฟเฟ่ ก็เดินเลือกอาหารกินตามสะดวก
แต่เป็นที่สังเกตอย่างนึงว่า อาหารญี่ปุ่นมีเตรียมมาเยอะมาก ๆ เพราะขนาดเรามาถึงสายแล้วมันก็ยังเหลืออีกเพียบน่ะ
แต่ก็กินอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่ อืด ๆ ไงไม่รู้
งานนี้ก็สวยงามดี เจ้าสาวสวย เจ้าบ่าวดูโอเค งานราบรื่นดี มีสาว ๆ ให้ได้ชมพอสมควร แต่ไม่มากเท่าไหร่
เมื่อวันอาทิตย์ไปว่ายน้ำตามปกติ แต่วันนี้มาว่ายสายกว่าเดิม คือเดิมจะมาว่ายราวๆ 4 โมง ก็จะว่ายประมาณชั่วโมงนึงก็เลิก แต่วันนี้กว่าจะมาถึงก็เกือบห้าโมงครึ่ง ก็ว่ายไปเรื่อยๆ ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมแล้ว เด็กๆก็มาเล่นน้ำกันแบบมโหราฬเลย ก็ต้องทำใจไว้เลยว่าคงว่ายได้ไม่เต็มที่ เพราะว่ายๆไปก็จะไปเจอเด็กๆที่กำลังว่ายมา
แต่วันนี้ว่ายไปเรื่อยๆ ผ่านหนึ่งชั่วโมงไปแล้วก็ยังไม่ขึ้น ฟ้าก็เริ่มมืดลง เค้าก็เปิดไฟ ก็เลยว่ายต่อ เพราะเด็กๆที่มาเล่นน้ำกันเมื่อกี้หายไปเกือบหมด ทำให้ว่ายได้อย่างมีความสุข พอดีกับเจอน้องคนนึง 10 ขวบเอง มาท้าแข่ง ก็เลยว่ายแข่งกับน้องเขา ตัวกระเปี๊ยกแต่ว่ายเก่งมาก ก็เลยว่ายเล่นต่อไปอีก จนสองทุ่มนั่นน่ะ ถึงเห็นว่าควรจะเลิกได้แล้ว แต่ว่ายตอนค่ำแบบนี้มันดีหลายอย่างนะ ที่แน่ๆคนมันน้อย แล้วก็รู้สึกว่าจะไม่ทำให้ตัวดำเหมือนที่ว่ายตอนแดดยังมี
เดี๋ยววันอังคารกะจะมาว่ายตอนค่ำๆแบบนี้อีกที ดูว่าจะโอเคไหม
ว่าจะลองทำการทดลองเกี่ยวกับการซื้อล็อตเตอรี่ดู เพื่อจะดูว่า จะมีโอกาสถูกรางวัลเลขท้ายสามตัวได้มากแค่ไหน เราจะต้องเสียเงินมากเท่าไหร่กว่าที่จะถูกรางวัล แต่ไม่ซื้อจริง ๆ หรอกคร้าบ…
คือจะเอาเงิน 100 บาท ที่คิดว่าจะซื้อล็อตเตอรี่มาหยอดกระปุกก่อนวันประกาศรางวัล แล้วก็จะไปตรวจผลดูว่า เลขที่ตั้งไว้นั้นถูกเลขท้ายสามตัวหรือไม่ ถ้าไม่ถูกเงินก็จะอยู่ในนั้น แต่ถ้าถูกขึ้นมา เงินที่หยอด ๆ ไว้ตั้งแต่เริ่ม ก็จะถือว่ามันคือเงินรางวัลที่ได้นั่นเอง (น่าจะเหมือนกับระบบ Lotto ของสหรัฐอเมริกา)
โดยเลขที่จะใช้ทดลองคือ 555 มันเป็นเลขที่ดูสนุกดี เหมือนเสียงหัวเราะ ทีแรกจะเอาแบบว่า 000, 999, 123 ไรงี้ แต่ 555 น่าจะสนุกกว่า
ก็จะเริ่มงวดวันที่ 16 มีนาคม 2552 เป็นงวดแรก แล้วก็จะพยายามหยอดเงินให้ได้ทุกงวด แต่ก็มีกฏด้วยว่า ถ้างวดไหนไม่ได้หยอดแล้วมันออก 555 ขึ้นมา ก็ถือว่างวดนั้นไม่ได้ซื้อ ก็จะอดรางวัลด้วยนะ โหดน่าดูชม
ก็มาลองดูกันว่า ล็อตเตอรี่เลขท้ายสามตัวจะออก 555 เมื่อไหร่กัน 555
หลังจากเมื่อวันศุกร์ได้ลอง True Wi-Fi แบบหนึ่งชั่วโมงไปแล้ว ก็เริ่มมาคิดว่า เราควรจะไปสมัครแบบรายเดือนไว้ไหมเพราะรู้สึกราคามันจะราวๆ สองสามร้อยนี่แหละ
ก็เลยไปดูว่ามีแบบไหนบ้าง ก็เลยได้ถึงบางอ้อว่า ไอ้ที่เราซื้อนั่นน่ะ มันไม่จำเป็นต้องใช้ให้หมดในครั้งเดียว! เหอๆๆๆ มันให้เก็บไว้ใช้ต่อได้นาน 3 เดือนเลยแหละ ไอ้จริงๆเรานี่ก็ใช้เสร็จตั้งแต่สิบนาทีแรกไปแล้วน่ะนะ แต่คิดว่าต้องใช้ให้หมด เลยลุยเลย -”-
http://www.truewifi.net/products/
แต่เค้าจะมีเป็นแบบ 5 ชั่วโมง 600 บาทด้วย ใช้ได้ 6 เดือน คิดๆดูก็ว่าน่าจะซื้อเอาไว้บ้าง เพราะอาจจะจำเป็นต้องใช้ขึ้นมา แต่ถ้าไม่ต้องการความเร็ว ก็ใช้ของ Green Bangkok Wi-Fi แบบฟรีไปก็ได้เหมือนกัน
มีโอกาสได้ลองใช้ True Wi-Fi แบบรายชั่วโมงราคา 150 บาท พอดีว่าต้องออกไปรับไฟล์วิดีโอจากน้องอีกคนแล้วเอามาแปลง เพื่อใส่ใน flash แล้วก็อัพโหลดให้ลูกค้า ก็ไปเจอน้องเค้าที่ตึกอื้อจื่อเหลียง นั่งรอเค้าที่ true coffee ตรงข้างล่าง ทีแรกมองป้ายผิดอัน ไปมองราคาของ hi-speed internet ที่เป็นแบบเน็ตคาเฟ่ ราคาแค่ชั่วโมงละ 50 บาท หรือ 20 นาที 20 บาท เราก็นึกว่าเป็นราคา Wi-Fi ก็ไปที่เค้าเตอร์ควักตังค์ 20 บาท ขอซื้อ Wi-Fi 20 นาทีครับ!
ป๊าดดด! หน้าแหก ไม่มีครับพี่ ชั่วโมงละ 150 บาทนะครับ โอ้ววว เลยต้องถอยไปตั้งหลัก
ก็พยายามอัพโหลดด้วยเน็ตฟรีจาก Green Bangkok Wi-Fi แต่ไม่ไหว อัพได้ 1.1-2 K/s ขนาดไฟล์แค่ 3MB เองนะ แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายเลยต้องยอมไปซื้อชั่วโมงเน็ตมาใช้
แต่กว่าจะได้ใช้ก็ไม่ใช่จะสะดวกนัก เพราะหลังจากที่เข้าไปหน้า login แล้ว เราจะต้องกรอก ชื่อ นามสกุล แล้วก็เลขที่บัตรประชาชนลงไปด้วย เพราะเป็นเค้าบังคับ ก็ต้องมาค่อยๆดูแล้วกรอก ถึงจะใช้งานได้
แต่เน็ตเค้าก็เร็วดีน่าจะประมาณ 1Mbps นะ เพราะโหลดได้ราวๆ 60K/s อัพโหลดนี่ได้ 512Kbps อัพไฟล์ขนาด 3MB ของเรานี่แค่นาทีกว่าๆเท่านั้นเอง ก็นับว่าคุ้มค่าในเรื่องความเร็ว แต่พออัพเสร็จเร็ว แล้วเวลาที่ยังเหลือล่ะ เหอๆๆ ก็เลยเอามาลองโหลดบิทดูซะเลย ก็เร็วดี แต่ก็เกรงใจคนอื่นเค้า เลยลดความเร็วของการโหลดลงมาครึ่งนึง ก็นั่งเลยเว็บ tweet แล้วก็อ่านนารูโตะตอนใหม่
จนใกล้จะหมดเวลา น้องพนักงานเค้าก็เอาเค้กมาให้เราชิมก้อนนึง โอ้วววว กำลังหิวพอดีเล้ย ก็ซัดซะ แหะๆๆ เป็นเค้กเนยแบบมีครีมชีสเปรี้ยวๆข้างบน อร่อยดี กินเสร็จก็ชิ่งเลย เพราะจะรีบกลับบ้าน ก็มาต่อรถไฟฟ้า แล้วก็มานั่งสาย 79 กลับบ้าน ใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมง รถติดสุดๆ ดีที่ได้นั่งรถแอร์ ก็สบายนั่งฟังวิทยุไปชิวๆ
เมื่อวันพฤหัสบดีไปว่ายน้ำตามปกติ ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมของเด็กๆ สระเลยเต็มไปด้วยเด็กๆ และด้วยความคึกคัก ก็อาจจะทำให้สระสกปรกเร็วขึ้น
เราที่ปกติไม่ได้ใช้แว่นตาว่ายน้ำ เพราะไม่มีใช้ ก็เลยไม่ได้ใส่ วันนั้นตอนก่อนจะเลิก เจอสิ่งไม่คาดคิด ภาพที่มองเห็น เหมือนเป็นควันบางๆมาบัง ทีแรกนึกว่าร้านอาหารแถวนั้นเค้าคงผัดกับข้าวควันเยอะ แต่มันก็ไม่มีกลิ่นอะไร จนมาดูตาตัวเองในกระจกก็พบว่ามันแดง
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นก็คิดว่าอาจจะมาจากความสกปรกของน้ำในสระนี่แหละ เราก็ไม่รู้ด้วยว่าครั้งล่าสุดที่เค้าทำความสะอาดคือเมื่อไหร่ แต่ดูแล้วมันสกปรกใช้ได้เลยล่ะ คือมีคราบดำๆติดที่รอยกระเบื้องรอบๆสระ นี่เลยยังคิดอยู่ว่าอาทิตย์นี้จะไปว่ายดีไหม หรือจะเปลี่ยนไปตีแบดฯแทนจะดีกว่า
แต่เราก็คิดว่ายังไงก็คงต้องซื้อแว่นตาว่ายน้ำซักอันแล้ว เพราะว่าไม่คุ้มกันที่จะมาเสี่ยงกับการตาเจ็บ เพราะงานของเราอาศัยตาเยอะมากๆ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะแย่เอาได้
นี่ก็ยังแสบๆตาอยู่เลยนะเนี่ย แย่จริงๆ
เมื่อวานนี้นั่งรถเมล์กลับบ้าน ทีแรกจะนั่ง 79 ไปจนถึงบ้านแต่ไม่ไหว ปวดฉี่ เลยขอลงไปฉี่ที่พาต้าปิ่นเกล้า แล้วก็เลยซื้อไก่ย่างไปฝากหมาเต๋า แล้วก็กับข้าวของเรานิดๆหน่อยๆ
พอซื้อไก่ย่างก็เลยไม่กล้านั่งรถแอร์แระ กลัวกลิ่นจะไปรบกวนคนอื่น เลยนั่ง 123 แทน มาถึงทางจะเลี้ยวเข้าพุทธมณฑลสายสอง รถติดแหงกแบบไม่เคยเป็นมาก่อน รถเมล์สาย 79 ต่อคิดติดๆกัน 4 คัน เพราะเลี้ยวเข้าสายสองไม่ได้ มองไปข้างหน้าเห็นมีรถเมล์สาย 123 อีกคันที่จอดไม่ขยับ กินเลนไปเกือบๆสองเลน จากสามเลน แต่ดูเหมือนจะไม่ได้มีแค่รถเมล์ที่ขวางการจราจร พอไปใกล้ๆเลยได้เห็นว่ามี Toyota Camry อยู่อีกคันที่จอดกินเลนที่ 2 และสามอีกนิดหน่อย ทำให้ทางวิ่งเลนที่ 3 เหลืออยู่ราวๆ 80% รถเมล์สาย 123 ที่เรานั่งมาเค้าก็ไม่กล้าขับเข้าไป กลัวจะไปเฉี่ยว Camry เอา เลยต้องบอกให้เจ้าของ Camry มาเลื่อนรถหลบไป คิดว่ารถเมล์ 123 คันที่จอดอยู่กับ Camry คงจะเฉี่ยวกัน เพราะดูไม่มีอะไรแตกกระจายเสียหาย แต่ไม่รู้ว่าด้วยความที่เป็นผู้หญิงหรือเปล่า เค้าเลยไม่ยอมเลื่อนรถหลบออกจากที่เกิดเหตุ เหมือนจะกันไม่ให้รถเมล์ขับหนีด้วยมั๊ง เลยทำให้รถติดแหง็กกันไปหมด
งานนี้รถเมล์ที่ไปเฉี่ยวเค้าอาจจะผิด แต่คนที่โดนคนที่ต้องมาติดยาวตรงนั้นเวลานั้นด่าน่าจะเป็นเจ้าของ Camry
เราเจอแบบนี้เข้าไป แม้ไม่ได้เป็นคนขับรถแค่นั่งอยู่บนรถเมล์ยังรู้สึกเลยว่ามันเกินไป ที่ไปจอดขวางทางจราจรขนาดนั้น ทั้งๆที่สภาพรถก็ยังขับต่อไปได้ด้วย เลยตั้งใจไว้เลยว่า ถ้าเราเจอรถอะไรที่มาเฉี่ยวมาชน ให้รีบขับรถไปหลบเข้าข้างทาง แล้วส่วนจะตกลงค่าเสียหาย ใครผิดใครถูกก็ค่อยมาว่ากันอีกทีจะดีกว่า เพราะมันไม่คุ้มกันเลยกับการที่ให้คนอื่นต้องมารอให้เราทำเรื่องประกันให้เรียบร้อย แล้วเค้าต้องรอจอดเผาน้ำมันไปเรื่อยๆ แล้วถ้าบางคนมีธุระด่วนๆก็คงจะยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ที่มาเจอเรื่องแบบนี้
จะว่าไปเราเองก็เคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆแบบนี้ วันนั้นโดนรถเมล์เล็กเบียดข้างประตู ล้ออีกข้างไปขูดฟุตบาทเลย วันนั้นก็รู้สึกแย่ รถเป็นรอยลึก แต่เราก็เลือกที่จะขับเข้าข้างทาง และเลือกที่จะไม่เอาเรื่องกับคนขับรถเมล์ ที่มีผู้โดยสารยืนและนั่งอยู่เต็มคัน เพราะเราคิดว่าเราเองก็มีส่วนผิด ที่ไปขับรถอยู่ตำแหน่งให้เค้ามาเบียดได้ ไม่รู้จักเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้บ้าง
วันนี้รอยนั้นก็ยังอยู่ ขี้เกียจเอาไปซ่อม(ท่าจะแพง) แม้จะเห็นรถเป็นรอยไม่สวย แต่มันก็เตือนใจเราได้ว่า วันนั้นเป็นวันที่เราได้ให้อภัยคนอื่นได้ ไม่แพ้กิเลสความโกรธที่พุ่งขึ้นมา จงฝึกฝนต่อไป และแถมยังเป็นรอยที่บอกด้วยว่า เจ้ารถคันนี้มันเคยเอาตัวเองเข้าป้องกันเราเอาไว้อีกด้วย น่ารักจริงๆ

มีคนเขียนตอบมา