You are currently browsing the monthly archive for สิงหาคม 2007.

ในที่สุดก็ได้ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานซะที หลังจากที่จองเอาไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน ที่นี่เค้าเป็นศาลาพัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วันผาณิตาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ก่อนที่จะมาพ่อกับแม่ก็มีการบอกเอาไว้คร่าวๆแล้วว่าเค้าจะต้องทำอะไรกันมั่ง ก็เลยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม เป็นวันแรกของการฝึกจิต วันนี้เราตื่น 6 โมงเช้า จริงๆกะจะออกตอน 6 โมงนะเนี่ย แต่ว่าดันไม่ตื่น ก็เลยมาออกตอน 7 โมงเช้า ก็เอารถไปเพราะไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนแน่เอารถไปชัวร์กว่า แล้วก็ขับไปเรื่อยๆตามทางที่คิดเอาไว้ แล้วก็มาถึงวัดแบบไม่ยากเย็นนัก ถึงก็ราวๆ 9โมงครึ่ง กำลังดี ก็หาที่จอดรถ แล้วก็เอาข้าวของลงไปข้างใน

เดินเข้าไปก็ตกใจใช้ได้เลย เพราะว่าข้างในมันหรูหรามากๆ ยังกะรีสอร์ทหรูๆยังไงยังงั้น มีโต๊ะลงทะเบียนมีพนักงานคอยดูแล เอ้อเหอ ทึ่งๆๆ พอลงทะเบียนเสร็จ เค้าก็จะแจกอุปกรณ์เครื่องล้างหน้า มีแปรงสีฟัน ยาสีฟัน แล้วก็ยาล้างหน้า แล้วก็ให้ไปเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดขาวแล้วลงมาที่ห้องปฏิบัติธรรมตอน 10 โมงครึ่ง

เรามานี่ก็ไม่รู้จักใครเลย ก็ดีหน่อยจะได้ไม่คุย แต่รู้สึกว่ารุ่นนี้จะดีไม่ค่อยมีคนคุยกันเท่าไหร่ เห็นพ่อเตือนๆมาเหมือนกัน

พอมากันครบเค้าก็มีการปฐมนิเทศน์ บอกว่าเราจะมีกฏเกณฑ์ยังไงกันบ้างเมื่อมาอยู่ที่นี่ และจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ที่แน่ๆคือ ห้ามคุยกันโดยเด็ดขาด แล้วก็เค้าจะให้เอาโทรศัพท์มือถือไปฝากไว้ด้วย! สุดยอดเลย

จากนั้นเค้าก็จะมีวิทยากรมาพูดแนะนำสถานที่ และประวัติเล็กๆน้อยๆ แล้วก็พอเที่ยงก็ได้เวลาออกไปกินข้าวกันละ โดยเค้าจะแบ่งแยกชายกับหญิง ผู้ชายก็นั่งกินข้างใน อาหารที่นี่ดีมากๆ แม้จะเป็นอาหารมังสะวิรัติแต่ว่าคุณภาพนี่ระดับโรงแรมห้าดาวเลยนะ เรากินมังสะวิรัติอยู่แล้วเลยยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ เพราะมันดีกว่าที่บ้านเรามากๆ

มื้อแรกนี้เค้าให้กินได้ตามสบาย แต่มื้อต่อๆไปจะต้องมีการกำหนดสติในทุกๆอิริยาบท และจะต้องทำช้าๆ!

พอกินกันเสร็จก็เอาถาดไปเก็บ แล้วที่นี่เค้าจะมีแก้วไว้สำหรับแต่ละคนเลย เอาไว้กินน้ำของใครของมัน แล้วก็ที่นี่เค้าจะเรียกผู้ที่มาปฏิบัติว่า “โยคี” ซึ่งแปลได้คร่าวๆว่า ผู้เพ่งเพียรเผากิเลส

มาวันแรกก็เริ่มฝึกเดินจงกรมกันเลยครับ แล้วก็มีนั่งสมาธิเล็กน้อย รู้สึกอึดอัดเหมือนกันนะ แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าจะอยู่ไม่ได้ เพราะอาหารดี ที่พักก็ดี

ตอนบ่ายเค้าจะมีเลี้ยงน้ำปาณะด้วย ก็น้ำผลไม้นี่แหละ ดื่มเสร็จก็มาเดินกันต่อ

วิทยากรที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง อายุก็น่าจะ 60 ขึ้นไป มีสาวๆด้วยเหมือนกันนะ แต่ที่น่าสังเกตคือ ทุกคนจะเสียงหวานมากเลย

วิทยากรบางท่านเป็นถึงคุณหมอ หรือเป็นแอร์โฮสเตส ก็ยังมี เป็นครูก็มี เจ้าของธุรกิจก็มี

ผู้ที่มาปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มากถึง 2 ในสามทีเดียว ในรุ่นเรามีพระมาปฏิบัติด้วย เห็นว่ามาบวชที่วัดนี้เลยมาขอปฏิบัติด้วยเลย

อ้อ ตลอดเจ็ดคืนแปดวันที่อยู่ที่นี่ เราจะไม่ได้ออกไปที่ไหนเลยนะ จะต้องอยู่แต่ในตึกนี่แหละ แล้วเค้าก็จะปิดม่านหมด ไม่ให้เห็นอะไรเลยด้วย เหอๆๆ

ตอนเย็นหลังจากที่กินข้าวเย็นแล้ว เค้าจะมีการทำวัตรเย็น หรือสวดมนต์น่ะแหละ แล้วก็จะมีมาให้ฟังธรรมะ หรือบางทีก็จะมีวิทยากรที่เคยฝึกมาแล้วมาพูดด้วย

มีทั้ง คุณกิ๊ก มยุริญ และก็ คุณท๊อป ดาราณีนุช ซึ่งทั้งสองคนก็มาพูดได้ดีมากๆเลย แบบว่าฟังแล้วมีกำลังใจที่จะฝึกต่อไป แล้วก็มีบางวันเค้าก็จะเปิดวีดีทัศน์ หรือ VCD, DVD น่ะแหละ ก็นั่งชมกันไป มีเรื่องพวกกรรม เรื่องภพภูมิ เรื่องธรรมะต่างๆ ก็ได้ความรู้ดีมากๆเลยนะ ได้เข้าใจอะไรหลายๆอย่างดีขึ้น เราชอบช่วงนี้ของวันที่สุดละ

แล้วพอฟังเสร็จก็อาจจะมีการเดินจงกรมซักอีกรอบนึง แล้วก็ไปดื่มนม แล้วก็อาบน้ำนอน ก็นอนไม่เกิน 3 ทุ่มครึ่ง ที่ห้องมีแอร์ สบาย….

ตอนเช้าเค้าจะมีการตีระฆังปลุกตอนตี 4 เราก็ต้องค่อยๆลุกอย่างมีสติ แล้วก็ไปแย่งห้องน้ำกัน เพราะห้องน้ำมันมีจำกัด เราก็ได้อาบบ้าง ไม่ได้อาบบ้าง แล้วแต่ว่าจะลงมาเร็วแค่ไหน บางวันก็ได้ไปอาบตอนหลังกินข้าวเที่ยงนั่นน่ะ

พออาบน้ำเสร็จ ตี 4 ครึ่งเค้าก็จะเรียกลงไปรวมกันเพื่อทำวัตรเช้า หรือสวดมนต์ตอนเช้า แล้วก็มีฟังธรรมะ 15 นาทีของ คุณแม่ ดร. สิริ กรินชัย แล้วก็มีให้ชมวีดีทัศน์อีกแล้ว ก็มีหลายเรื่องตามแต่วันนั้น

วันที่สามมั๊ง มีเรื่องพระในบ้าน โคตรซึ้งเลย เค้ามีให้ดูวีดีทัศน์เรื่องเกี่ยวกับในหลวงกับสมเด็จย่า ที่ท่านดูแลสมเด็จย่าดีมากๆ เรางี้น้ำตาซึม แล้วก็มาร้องไห้โฮตอนที่เค้ามีการเอาพวงมาลัยมากราบแม่กัน เพราะว่าเค้าจะมีให้โทรไปเรียกแม่มาวันนี้ได้ แต่เราไม่ได้โทรไปหรอก เกรงใจ ขับมาตั้งไกล

มีอยู่วันนี้เราเบื่ออาหารหรูหราพวกนี้มากๆ เราเลยจัดการเอาอาหารมาคลุกรวมๆกัน เอ้อ กินได้เหมือนกันนี่ วันสุดท้ายเอากาแฟเทลงไปคลุกด้วยเลย เหอๆๆ เสียวจะท้องเสียเหมือนกันนะ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร สงสัยเพราะว่าเรามาทำความดี ท้องไส้เลยไม่ปั่นป่วน

การเดินจงกรมที่นี่เค้าจะมี 7 ขั้น ก็แบ่งตามวันเลย ขั้นแรกก็จะแค่ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ (ต้องพูดหนอต่อท้ายทุกอากัปกิริยาที่ทำ รวมทั้งสิ่งที่ใจรู้สึกด้วย) แล้ววันที่สองก็จะเป็น ยกหนอ เหยียบหนอ

แล้วก็เพิ่มเรื่อยๆจนเป็นวันที่หก ก็จะเป็น ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ เหยียบหนอ หกขั้นตอนพอดีี ซึ่งเป็นแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเอาไว้ แต่คุณแม่สิริ เอามาเพิ่ม โดยการบอกว่า คิดหนอ หรือ ไม่คิดหนอ ต่อจากการก้าวทุกๆก้าว เหอๆๆ เล่นเอามึนไปเหมือนกัน ต้องมีสติสุดๆอ่ะ

แล้ววันสุดท้ายเราก็เพิ่งจะได้คิด ว่าควรจะทำอะไรให้ช้าๆสุดๆ เพราะทีแรกเราว่าเราช้าแล้วนะ แต่ว่ามันยังช้าไม่พอ จิตเรามันไวกว่ามาก คิดไปนู่นไปนี่เต็มไปหมด แต่พอมาลองทำให้ช้าๆดู แบบว่าเหมือนสโลโมชั่นเลยอ่ะ ก็เริ่มเห็นตัวเองมากขึ้น คือเห็นเลยว่าตัวเองกระพริบตาเมื่อไหร่! เรียกว่าจิตมันพอดีกับการเคลื่อนไหว แต่ก็มีโอกาสลองได้แค่วันเดียว เพราะว่ามันเป็นวันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ทำให้ได้รู้แล้วว่าคราวหน้าต้องทำอย่างไร

เย็นวันสุดท้ายของการปฏิบัติ เค้าก็จะมีให้เขียนบอกว่ามาฝึกแล้วเป็นยังไงบ้าง เราก็เขียนอย่างเมามัน สุดท้ายคืนนั้น เค้ามีให้ไปพูดหน้าห้องด้วย เราก็โดนเลย ก็เสียวๆอยู่แล้วล่ะ แต่ตอนแรกเห็นคนอื่นเค้าโดนเรียกไปเยอะละ เราคงไม่โดนหรอกมั๊ง แต่ไม่รอดแฮะ ขึ้นไปก็โคตรตื่นเต้นเลย แบบว่าทุกสายตามองมาที่เราหมด แบบว่านั่งเอ่อ อยู่นานเลยอ่ะ คิดอะไรไม่ออกจริงๆ ก็พยายามพูดไปตามที่นึกได้ เฮ้อ แย่ๆจริงๆเรา แต่ก็ได้หนังสือมาเล่มนึงนะ เป็นของปลอบขวัญ อิอิ

ที่นี่เค้าจะมีสอนเรื่องของญาณด้วยนะ ว่านั่งสมาธิไปแล้วจะไปเจออะไรยังไงได้บ้าง ซึ่งเค้าบอกว่าถ้าเจออะไรอย่าไปสนใจ ให้กำหนดว่า รู้หนอ พอแล้ว เพราะว่ามันจะทำให้เราหลงไปได้ แล้วไม่ได้ไปถึงสุดยอด

วันแรกๆนี่เราไม่ได้เห็นอะไรกะเค้าเล้ย ฟุ้งไปเรื่อยอ่ะ แบบว่าคิดไปนั่นไปนี่ตลอดเลย พอมาฟังคุณท๊อป ดาราณีนุช ที่แกเป็นแบบเดียวกันกับเราเล้ย ก็เลยได้คิด เริ่มมาปฏิบัติจริงๆจังๆ จนวันสุดท้ายเจอดีเข้าให้ เพราะนั่งๆอยู่ จิตมันก็รู้สึุกว่าตัวเองอ่ะ ตัวหัก! แบบว่าเริ่มเอียงๆก่อน แล้วก็หักไปข้างๆ เราก็ตกใจนะ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมวิทยากรไม่เห็นเหรอเรานั่งเอียงแบบนี้ แล้วก็ยังมีแมลงมาตอมที่หัว ที่คออีก อันนี้ก็เป็นอีกรูปแบบนึงของการมีนิมิตรต่างๆเกิดขึ้น ซึ่งไม่ดีหรอกนะ เพราะมันจะมาให้เราเสียสมาธิให้ได้น่ะ เหมือนเป็นมารมากกว่า แต่บางคนก็ชอบนะ เพราะบางคนจะรู้สึกเหมือนตัวเบา ลอยได้อะไรแบบนี้

เช้าวันสุดท้ายของการปฏิบัติ เค้าก็จะให้เราลงมาทำวัตรเช้าปกตินี่แหละ แล้วก็จะมีการทำพิธีบังสกุลให้กับญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว แล้วก็มีการแผ่เมตตาให้กับผู้ที่เจ็บป่วย ซึ่งอันนี้จะมีช่วงหลังๆทุกเช้าเย็นเลย

พอสวดมนต์ฟังธรรมเสร็จเค้าก็จะอบรมแล้วก็แจกหนังสือต่างๆให้ แล้วก็บอกว่าต้องทำตัวยังไงเมื่อออกไปแล้ว แล้วก็แจกโทรศัพท์มือถือคืนให้ แล้วก็แยกย้ายสลายโต๋กันในที่สุด

บางคนครอบครัวก็มารับ บางคนก็กลับกันเอง เค้าก็มีเลี้ยงข้าวเช้าก่อนกลับอีกหนึ่งมื้อ เราก็อาบน้ำแล้วเดินเล่นรอบๆวัด คุยกับคุณอาคนนึงที่แกแบบว่ารู้สึกว่าเข้าถึง เพราะแกบอกว่าแกไม่ได้รู้สึกถึงความสงบของจิตแบบนี้มานานมากแล้ว

เราก็กลับกับเพื่อนโยคีที่รู้จักกันที่นี่ ชื่อแพท แบบว่าเป็นคนที่ลุกลิกที่สุดแล้วอะ กินอะไรก็เร็วๆ ตักสองครั้งประจำเลย แล้วก็ดูขี้หลีมากๆ แล้วก็จริงๆ เพราะได้คุยกับเค้าตลอดทางมานี่มีแต่เรื่องพวกนี้ทั้งนั้นเลย

เรานี่ก็รู้สึกสนุกไปด้วยเลยนะ แบบว่าหลงโลกตามไปด้วยเลย มาคิดได้ตอนหลังนี่รู้สึกว่านั่นน่าจะเป็นการทดสอบของธรรมะเข้าแล้วล่ะ ซึ่งเราไม่ผ่าน…

ขับกลับบ้านมาก็มาแวะส่งแพทตรงพระราม 9 แล้วก็มีเหตุให้ต้องขึ้นทางด่วน เพราะว่ามาผิดเลน ก็เลยเลยตามเลย ดีที่เงินพอค่าทางด่วนพอดี เพราะว่าเอาเงินไปบริจาคหมดแย้ว

กลับมาถึงบ้านก็ราวๆเที่ยวกว่าๆ ก็มากินข้าวเที่ยง แล้วก็ทำตัวแทบจะเหมือนเดิมเลยอะ เหอๆๆ

ที่ตั้งใจไว้ว่าจะซื้อ Mac mini ตัวเก่าที่มันลดราคาลงมาแบบว่ายั่วใจมาก วันนี้เลยลองๆโทรไปถามดูว่ามีของหรือเปล่า

แป่ววว… ปรากฏว่าไม่มีของแล้วค่า… อืมม แล้วลงราคาบนเว็บทำไมเนี่ย เฮ้อ…

สรุปคงได้ซื้อ Mac mini ตัวใหม่นั่นแหละ เฮ้อ จ่ายแพงกว่าตั้งเกือบหมื่นแน่ะ… เมื่อวานร้าน iStudio ที่ไปดู Mac วันนั้นเค้าก็โทรมาบอกแล้วว่าของมาแล้วนะ อื้ม ร้านนี้บริการดีทีเดียว น่าไปอุดหนุน

แต่ว่า กำลังคิดอยู่อีกว่า จะรอให้ Apple ออก Mac OS 10.5 ออกมาก่อนดีไหม เพราะจะได้ไม่ต้องซื้อมาอัพเกรดกันอีกรอบนึง

แต่ก็ตั้งเดือนตุลาคมน่ะ… จะรอไหวไหมนะเนี่ย

 วันนี้ลองหาทางไปวัดจากหนังสือแผนที่ แต่ว่าเล่มที่มีมันก็เก่าเกินไปหน่อย แถมไม่ละเอียดอีกต่างหาก เลยลองไปหาจาก Point Asia แต่ก็ไม่เวิร์คเพราะมันเป็นภาพถ่ายซะส่วนใหญ่ ไม่มีบอกรายละเอียดของสถานที่(หรือเราใช้ไม่เป็นก็ไม่รู้นะ) ก็เลยนึกได้ว่ามี Google Maps นี่แหละ ที่มันมีบอกรายละเอียด ก็เลยเริ่มหาเส้นทางดู ก็ยึดเอาตามแผนที่ที่ได้จากในเว็บเป็นหลัก แล้วก็ค่อยๆลากแผนที่ดูไปเรื่อยๆ จนเจอวัดในที่สุด! จากนั้นก็เลยลองไล่เส้นทางจากวัดกลับไปที่บ้าน เพื่อดูว่าระหว่างทางเราจะต้องเลี้ยวตรงไหนบ้าง แล้วเราจะไปทางไหนดี

แล้วก็นึกได้ว่า ก่อนหน้านี้เคยลองลากเส้นบน Google Maps ก็เลยลองใช้ดูอีกที ค่อยๆลากเส้นจากวัดไปที่บ้าน เพื่อเอาไว้ดูว่าเราจะขับไปทางไหนดี (เส้นสีเขียว) แต่เอ๊ะ เมื่อกี้สังเกตเห็นว่า Google Maps มันสามารถหาเส้นทางให้เราได้ด้วย ก็เลยลองสั่งให้มันหาเส้นทางมาให้ จากบ้านไปวัดผาณิตาราม (เส้นสีน้ำเงิน) เอ้อเหอ ใช้ได้เลยแฮะ แต่เส้นทางต่างจากที่เราคิดเอาไว้นิดหน่อย แต่ก็ดูเป็นเส้นทางที่น่าลองเหมือนกันนะเนี่ย อิอิ

เส้นทางจากบ้านไปวัดผาณิตาราม

DPI ( Dot per Inch) เป็นเรื่องที่สับสนพอสมควร

เพราะตอนนี้งานที่ทำนั้นเราทำกับไอ้ก้องที่มันทำงานด้านสิ่งพิมพ์มาโดยตลอด ดังนั้นเรื่องของ DPI ที่มากๆ ก็จะมีผลสำหรับงานมัน

แต่กับงานของเรา ที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว เรื่องของ DPI ก็เลยไม่ค่อยจะมีผลเท่าไหร่ หรือจริงๆคือ ไม่มีผลเลย เพราะว่าเราจะใช้หน่วย Pixel เป็นหลัก

ตามที่เราเข้าใจในตอนนี้ DPI จะเป็นค่าที่เอาไว้ใช้สำหรับงานพิมพ์ซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะเราลองทดสอบเปลี่ยน DPI ของภาพ ภาพเดียวกัน ให้เป็น 300DPI, 1DPI ทั้งสองภาพก็แสดงผลบนเว็บไม่ต่างกัน และขนาดไฟล์ก็ไม่แตกต่างกันอีกด้วย แต่ถ้ามาลองเช็คขนาดที่มันจะพิมพ์ออกมา จะเห็นได้ว่ามันแตกต่างกันมาก

เราเลยสงสัยเรื่อง 72DPI และ 96DPI ที่เห็นบ่อยๆ จึงทำการทดสอบ ผ่าน Photoshop ด้วยการสร้างไฟล์ใหม่ ขนาดความกว้าง 72 pixel และ 96 pixel อย่างละไฟล์

จากนั้นเปิดทั้งสองไฟล์ที่ 100% แล้วเอาไม้บรรทัดมาทาบวัดบนจอ ก็พบว่า 96pixel นั้น เท่ากับ 1 นิ้วพอดี(1 inch)

เลยร้องอ๋อ ว่าที่เค้าบอกกันว่า Windows ใช้การแสดงผลที่ 96DPI นั้นหมายความว่าอย่างไร มันก็คือหนึ่งนิ้วนั้นมี 96 จุด นั่นเองแหละ

ป.ล. นี่เป็นการสรุปเอามั่วๆนะ

วันนี้นั่งทำงานจนมันออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ จริงๆมีเวลาทำอยู่หลายวันนะ แต่ไม่ยอมเริ่มทำซักที ไปอ่านนู่น ไปดูนี่ จนดึก แล้วพอจะมาทำมันก็ง่วงไม่ไหวซะแล้ว เป็นซะอย่างงี้เลยไม่ได้ทำซักที

พอมาวันนี้ไฟมันลนก้นแล้ว ก็เลยต้องทำ ก็ทำๆๆ แม้จะมีอุปสรรคไฟดับไปบ้าง แต่สุดท้ายมันก็ทำจนออกมาได้อะแหละ แม้จะยังไม่สมบูรณ์แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำออกมาซะที

เฮ้อ เมื่อไหร่เราจะคิดได้อย่างงี้ทุกครั้งที่ทำงานนะ

วันนี้ตอนบ่ายกว่าๆนั่งทำงานอย่างเพลิดเพลิน ทำไปเรื่อยเลยนะ ไม่ได้ระวังอะไรเล้ย แล้วจู่ๆไฟก็ดับวูบ!

แง้ววว คอมพ์ดับซิครับท่าน งานยังไม่ได้เซฟเล้ย ตั้งกะเปิดไฟล์ขึ้นมาทำงานน่ะ เหอๆๆ แจ่มจริงๆ

สงสัยซื้อคอมพ์เครื่องใหม่คงได้ซื้อ UPS ด้วยอีกตัว เฮ้อ…

แล้ววันนี้นะ ไฟก็ตกยาวเลยอ่ะ พัดลมงี้เปิดแรงสุดก็ยังพัดแบบเอื่อยๆ แบบคนหมดแรง เลยออกไปซื้อของข้างนอกเลย เฮ้อ.. ดีที่กลับมามันปกติแล้ว ถึงได้มาพิมพ์นี่แหละ

เออ แล้วเวลาไฟตกนี่พวกอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับคอมพ์มันก็ทำงานกันไม่ได้เลยนะ อย่างโมเด็มนี่ก็ติดๆซักพักก็ดับ เล่นเน็ตไม่ได้เลยอ่ะ เพราะทีแรกจะไปใช้เครื่อง notebook ทำงานแทน เพราะมันยังมีแบตเตอรี่ไง เวลาไฟดับมันก็เหมือนมี UPS สำรองไฟ แต่ดันใช้เน็ตไม่ได้ซะนี่…

ตอนก่อนหน้านี้ซักเดือนนึงได้ ไปดูราคา Mac mini ที่พันธุ์ทิพย์ รุ่น Top สุดของมัน ราคา 31,500 บาท แต่ตอนนี้ตัวใหม่ออกมาแล้ว ราคาก็เท่าของเดิม ดังนั้นตัวเก่าที่ยังค้างสต๊อก ราคามันเลยหล่นตุ๊บเลย

ตะกี้ไปเปิดดูที่ shoppingmac.com ราคาน่าซื้อมากๆ ตัว Top เหลือแค่ 21,900 บาท แม้ spec จะต่ำกว่ารุ่นใหม่อยู่หลายอย่าง แต่ที่น่าสนใจคือเรื่อง RAM เพราะตัวเก่าให้มา 512MB ตัวใหม่ให้มา 1GB แต่ใจเราน่ะ อยากจะอัพแรมเป็น 2GB อยู่แล้ว ถ้าซื้อเพิ่มก็จะเสียแค่ 4,000 บาทเองอะ ซึ่ง spec อื่นๆเราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่อยู่แล้ว core duo หรือ core 2 duo มันก็งั้นๆอะ เราไม่ค่อยรู้สึกหรอก แถม การ์ดจอก็ตัวเดิม GMA950 ไม่ต่างกันเลย จะมีที่ต่างกันก็คือมันจะแถม iLife’08 มาให้ด้วยนี่แหละ แต่มานั่งคิดๆแล้ว เราเองก็คงไม่ได้เล่นอะไรพวกนี้ซักเท่าไหร่อะนะ ไม่จำเป็น

ตอนนี้เลยเปลี่ยนจุดมุ่งหมายมาที่เจ้า Mac mini รุ่นเก่านี่แหละ เพราะคิดว่าหลังจากที่ไปปฏิบัติธรรมกลับมา อาจจะต้องถึงเวลาเปลี่ยนคอมพ์ใหม่แล้วล่ะ เพราะว่าจะได้ทำงานอะไรหลายๆอย่างๆที่อยากทำได้เต็มที่ ที่วางแผนเอาไว้คือกะว่าจะลองทำ 3-D model ขายบนเว็บดู เจ้าเครื่องที่ใช้อยู่นี่มันแทบไม่ไหวแล้วอะ คงทำงานละเอียดๆไม่ได้แน่

แล้ว Mac mini ก็กินไฟน้อยกว่าเครื่องที่ใช้อยู่เยอะเลย น่าจะดีกับค่าไฟและสิ่งแวดล้อม

ที่เหลือก็คือรอลุ้นว่า เมื่อถึงเวลาที่จะซื้อ(มีเงินแล้ว) มันจะมีของให้ซื้อหรือเปล่าก็เท่านั้นแหละ

วันนี้ตื่นไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญตอนเช้าเลย เพราะพ่อต้องกลับไปลงที่ชัยนาท แม่เลยรีบลงตั้งแต่เช้า ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เราว่าระบบมันค่อนข้างช้าไปหน่อยเพราะว่าต้องเซ็นชื่อสองครั้งแน่ะ ถ้าคิวยาวๆนี่แย่เลยนะ

พอเสร็จจากตรงนั้นเราก็กลับไปกินข้าวบ้าน แล้วก็แต่งตัวออกไปปั่นจักรยานกับเพื่อนๆชาววายร้าย

วันนี้ชาววายร้ายจะไปปั่นกับ Bike Joy ไปกินข้าวเที่ยงที่นครชัยศรี พวกเราออกไปจากจุดนัดพบตอนราวๆ 9 โมง 45 แล้วก็ปั่นลัดเลาะกันไปตามทางเล็กๆ มีทั้งเดินหิ้วจักรยานข้ามทางเล็กๆ ลุยโคลน โอ๊ย ทางแปลกๆทั้งนั้นเลย แล้วก็ยังมีทางแบบลูกรังที่ต้องลุยกันให้เจ็บก้นอีกด้วย

ทริปนี้ชาววายร้ายมี พี่ซ้ง พี่เนตร์ ปอ อุ๊ แล้วก็เรา ก็พยายามขี่เกาะกันไป วันนี้เราก็กลัวว่าจะไม่ไหวเหมือนกันนะ เพราะไม่ได้ออกมาปั่นเลยตั้งแต่คราวก่อนนู้น ก็เกือบเดือนแล้วอะ แต่วันนี้ก็ไหว ปั่นตามเค้าไปได้ ไม่มีตะคริวมาด้วย แต่วันนี้คนที่แย่เลยคือพี่เนตร์เรานี่เอง เพราะว่าแกท่าทางจะไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ เลยต้องมีหยุดพักบ้างเป็นระยะๆ แต่ขากลับนี่แกอัดยาวได้เหมือนกันนะเนี่ย

เส้นทางที่ลุงหน่อยแกพาไปนี่นะ เอ้อเหอ สุดๆ จริงๆถ้าปั่นไปนครชัยศรีตรงๆ มันก็แค่ 15 กิโลเท่านั้น ลุงแกพาขี่ไปซะ 45 กิโล! เราก็เข้าใจนะ นี่แหละสไตล์ของ Bike Joy ที่ชอบขี่ไกลๆ คือทริปปกติของพวกเค้าเนี่ย 100 กิโลขึ้นไป

พอมาถึงร้านกันได้ก็สั่งอาหารกินกัน พวกเราแยกเป็นสองร้านแล้วแต่ึความชอบ มีร้านข้าวสมุนไพร กับร้านส้มตำ พวกเราเลือกร้านข้าวสมุนไพร เพราะอยากลองของแปลก แล้วก็น่าจะอิ่มกว่า

ร้านนี้เค้าขายข้าวผัดสมุนไพรหลากชนิดเลย ก็แปลกดี แต่เผ็ดไปหน่อยนะเนี่ย แต่ได้วุ้นมะพร้าวมากินก็ช่วยให้หายเผ็ดได้ดีทีเดียว

กินเสร็จวันนี้พี่เนตร์เลี้ยงข้าวอีกแล้ว เสร็จแล้วเราก็เตรียมน้ำ แล้วก็ออกเดินทางกลับกัน วันนี้ขากลับก็ยิงยาวกันเลย เนื่องจากไม่อยากอ้อมแล้ว ก็มาทางเส้นข้างหลัง ปั่นยาวกันไปจนถึงศาลายา เกาะกลุ่มกันไปเรื่อยเลย เราก็พยายามเกาะให้ทันกลุ่มเค้าเพราะมันจะได้ไม่ต้องสู้ลมแรงๆ ก็ทำได้ดีทีเดียววันนี้

พวกเรามาแวะกันตรงป้ายรถเมล์ มีลุงคนนึงแกนั่งทำกระบอกตั๋วอยู่ เห็นแกทำแล้วคล่องดีเหลือเกิน ตัดๆต่อๆปะๆ แป๊บเดียวก็เสร็จละ เครื่องไม้เครื่องมือแกก็เพียบเลยนะ แต่ฝีมือนี่ใช้ได้เลย

แล้วพวกเราก็ปั่นยาวเข้าไปในมหิดล เข้าไปพักเติมน้ำกันที่โรงอาหาร ให้พี่เนตร์ได้นั่งพักอีกครั้ง ก่อนจะกลับบ้าน เพราะวันนี้แกต้องปั่นกลับบ้านเอง

พวกเราก็ปั่นไปทางสายสี่แล้วก็ไปอักษะ แล้วก็ไปสายสามไปเข้าหมู่บ้านกฤษดานครแล้วก็ออกสายสอง ก็ทะยอยแยกกันไปตามทางของแต่ละคน เราก็วิ่งสายสองไปกับอุ๊กับปอ แล้วก็เข้าบ้าน

มาถึงก็โทรคุยเรื่องงานกันก่อนเลย แล้วก็มาอาบน้ำนอนพักเหนื่อย ตื่นมาตอนสองทุ่มกว่ามากินข้าว แล้วก็นั่งทำงานต่อ คืนนี้ท่าจะยาว

* วันนี้ขาไปขี่ไปลงร่องข้างถนน(น้ำมันขังมองไม่เห็นข้างล่าง) เกือบล้ม ดีที่มีรถเมล์จอดอยู่ข้างๆเลยได้อาศัยพิง แต่ก็ทำให้กระดิ่งพังไปเลย T-T

สรุปการปั่น

ความเร็วเฉลี่ย : 19.8 Km/h (โอ้โห เยอะนะเนี่ย)

ระยะทาง : 77.49 Km (ไกลแฮะ)

เวลาในการปั่น : 3:54 ชั่วโมง

ความเร็วสูงสุด : 42.5 Km/h (น่าจะสูงกว่าทุกครั้งที่เคยปั่นมา ทำได้ที่ถนนอักษะ)

ระยะทางที่ปั่นไปตั้งแต่ซื้อจักรยานมา : 725.6 Km

วันนี้เพิ่งจะทำการ confirm กับ PayPal ไป ตอนนี้ก็เลยมี account PayPal ที่ถอนเงินจากธนาคารกรุงเทพได้อีกหนึ่งอันละ แล้วก็มี account เดิมที่เคยใช้ที่อเมริกาอีกหนึ่งอัน

ก็เลยทดสอบโอนเงินจาก account เดิม มาที่ account ใหม่ดู ซึ่งมันก็โอนได้แฮะ (ที่ต้องทำแบบนี้เพราะว่า account เดิมมันเป็น account ของอเมริกา แล้วมันเชื่อมโยงเข้ากับธนาคารในไทยไม่ได้ซะนี่) แต่แปลกเหมือนกัน เพราะโอนเงินคราวนี้ไม่ยักกะเสียค่าบริการเลยอะ สงสัยมันคงจะไปหักเอาตอนแปลงเป็นค่าเงินบาทน่ะแหละ คงจะโหดน่าดูเลย

http://www.dzzdesign.com

ทำเสร็จหลายวันแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้เอาไปลง host จริงๆซักที เมื่อคืนเพิ่งได้เอาไปใส่ host พร้อมใส่ตัวเช็คคนเข้าเว็บไว้ด้วย งานนี้ทำกับพี่ปลื้ม ก็ถือว่าเป็นงานที่สนุกงานนึง และเป็นงานที่ได้เรียนรู้ Flash + XML แบบเต็มที่เลย ซึ่งก็ส่งผลให้งานถัดไปง่ายขึ้นมาอีกหน่อย

แต่งานนี้ก็ยังมีอีกหลายจุดที่อยากแก้ไข แต่ก็คงเอาเท่านี้แหละ เพราะมันก็ใช้งานได้ดีระดับนึงแล้ว

ปฏิทิน

สิงหาคม 2007
อา พฤ
« ก.ค.   ก.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

a

ตัวนับ

  • 6,993 ป้ง