You are currently browsing the monthly archive for เมษายน 2007.
วันนี้ออกจากบ้านตอนเกือบๆ ๖ โมงเย็น เพื่อไปงานแต่งงานระหว่างพี่เอ๋ยกับพี่หนอน ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี
นั่งแท็กซี่ไป ทีแรกก็นึกว่ารถมันจะไม่ติด ที่ไหนได้ล่ะ ติดแหง่กเลย แถมมีฝนตกลงมาอีก ทีนี้ติดบรมเลย
กว่าจะไปถึงก็ทุ่มครึ่งกว่าแล้ว ดีที่ไปถึงเจอปุ้ย ก็เลยเดินเข้าไปพร้อมกัน สถานที่จัดงานวันนี้ใหญ่โตมากทีเดียว แต่คนดูโหลงเหลงยังไงไม่รู้ วันนี้เป็นอาหารแบบค็อกเทล ที่มาถึงอาหารที่อิ่มท้องก็หมดไปเสียแล้ว ก็เลยต้องมากินพวกขนมเอาแทน ก็ไม่ค่อยจะอิ่มเท่าไหร่
งานนี้ได้เจอพี่ๆ SCAD หลายคน มากันเยอะมาก รู้จักอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้นเอง ไอ้เราก็คุยไม่เก่งอีก เฮ้อ งานแบบนี้ไม่เหมาะกับเราเลยจริงจริ๊ง
ก็เลยไปคุยๆกับคนที่พอรู้จักที่ Savannah ได้เจอพวกรุ่นพี่ที่ศิลปากรที่แต่ละคนก็อ้วนขึ้นกันทั้งนั้นเลย มีพี่อั๊งกับพี่โป้ที่ผอมลง เจอพี่ศุภ แกก็ยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน
พี่ๆเพื่อนๆที่ SCAD ก็ได้เจออยู่เยอะเหมือนกัน แต่จะไม่มีกลุ่มของพี่ต้นเพราะดูท่าทางกลุ่มนั้นก็จะแยกกันไป
พอถ่ายรูปรวมกันเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ วันนี้พี่ตี๊อาสาจะไปส่ง เพราะว่าพี่เค้าจะไปบ้านน้องบี แต่น้องบีดันมาบอกว่าไม่ต้องมาแล้วกลางทาง ก็เลยส่งเราลงกลางทาง เพราะว่าพี่แกจะต้องไปงานเลี้ยงรุ่นต่ออีก พี่ตี๊ก็เลยพยายามหาแท๊กซี่ให้เราแล้วก็ค่อยส่งเราลง ก็เลยได้นั่งกลับบ้าน
กลับมาก็มาดูทีวีแล้วก็หลับด้วยความง่วง
วันนี้อ่านเว็บแล้วเจอว่าเค้ามีเด็กที่รับบริจาคคอมพิวเตอร์เพื่อจะเอาไปให้โรงเรียนในจังหวัดเชียงราย ก็สนใจขึ้นมา เพราะว่ามีจอมอนิเตอร์อันเก่าอยู่ที่ไม่ได้ใช้ แล้วก็มีเครื่องสแกนเนอร์อีกตัวนึงที่ไม่ได้ใช้เลยเช่นกัน ก็เลยโทรหาน้องเค้า แล้วพอดีเค้าอยู่ไม่ไกลจากบ้านเราเท่าไหร่ แค่ลำสาลีเท่านี้เอง ก็เลยตัดสินใจว่าจะเอาไปให้น้องเค้าวันนี้เลย
ก็เลยลองทางลัดที่ขับจากพระราม๙ ไปออกรามคำแหงซอย ๒๖ ก็ขับมาจนออกรามคำแหงได้ แม้ว่าจะงงๆในบางจุด เพราะอยู่ดีดีป้ายนำทางมันก็หายไปซะอย่างงั้นน่ะ
พอออกมาที่ถนนรามคำแหง ก็ขับไปจะกลับรถมาที่ซอย ๓๔ ที่น้องเค้าอยู่ แต่จังหวะที่จะถึงที่กลับรถนั้นก็มีรถเมล์คันนึงเข้ามาเบียดทางด้านซ้ายจนรถเราไปชิดขอบฟุตบาทอีกข้างนึง เราก็ตกใจว่าทำไมเค้าขับมาแบบนั้นไม่ยอมเบรค (แต่จริงๆ เราเองก็ด้วยที่ไม่ยอมเบรคนะ ทั้งๆที่รูปการณ์มันก็พอจะมีแววที่เหตุการณ์จะออกมาในรูปแบบนี้)
พอเบียดกันเสร็จการจราจรก็หยุกชะงักไปพักนึง ผู้คนบนรถเมล์เล็กต่างก็ตกอกตกใจกันเล็กน้อยที่เห็นรถเมล์คันที่ตัวเองนั่งเกิดอุบัติเหตุขึ้น
รถเมล์คันนั้นก็จอดเข้าข้างทาง เราก็ขับไปจอดข้างหน้า พนักงานเก็บตั๋วก็ลงมาขอโทษ บอกว่าหลบรถ Taxi ออกมา เราลงมาดูแผลที่รถแล้วก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร รถยังขับได้สบาย ก็เลยบอกน้องเค้าไปว่า “ไม่เป็นไร” ทันทีที่ได้พูดออกไปพร้อมกับยิ้มเล็กๆ ใจมันก็รู้สึกสบายขึ้นมาเลย มันเหมือนกับว่าเราได้ผ่านบทเรียนที่ดีอย่างนึงมาได้อีกแล้ว นั่นคือการให้อภัย เราไม่โกรธที่เห็นรถเป็นรอยถลอก เราว่าเมื่อเทียบกับการที่คนบนรถเมล์คันนั้นต้องเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้ว สิ่งที่เราทำลงไปมันคุ้มค่ามากกว่านัก รถคันนี้มันก็เก่าแล้วด้วย จะมีรอยเฉี่ยวบ้างมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่มันไม่เคยมีรอยซะที่ไหนกัน มันก็เคยมีร่องรอยการชนมาบ้างแล้วล่ะ(ฝีมือเราซะด้วย) ดังนั้นรถที่อายุ ๑๕ ปีัคันนี้ ถ้ามันมีต้องมีรอยบ้างมันก็คงจะไม่แปลก เพราะมันคือแผลที่ได้จากการผ่านประสบการณ์ต่างๆของผู้ที่ขับขี่มันนั่นเอง
นัดเจอกันตามประสาเพื่อนเก่าศิลปากร นัดกันที่ร้านบางกอกบาร์ เอกมัยซอย 2 ร้านบรรยากาศแบบเก่าๆหน่อย เป็นคล้ายๆบ้าน ดูเรียบง่ายดี
วันนี้ไอ้ก้องมาก่อนใครเพื่อนเลย ส่วนเรากับไอ้ต้นก็ตามมาไม่นานนัก มาถึงก็เริ่มสั่งอาหารกันเลยด้วยความหิว ไอ้ก้องมากับหวานแฟนมัน ซักพักเอกับแจงก็ตามมาสมทบ แจงอ้วนใหญ่มากผิดหูผิดตา สมดังคำร่ำลือ ส่วนเอก็ดำขึ้นนิดหน่อยเพราะเพิ่งไปเที่ยวศรีลังกามานั่นเอง
ซักพักดู๋กับแฟนก็มาสมทบ ตามด้วยปุ๋ม แล้วก็ยังมีโอ๊ตนริศมาด้วย มาถึงกันก็เริ่มสั่งอาหารกินกันด้วยความหิว แล้วก็คุยกันสนุกสนานตามประสาเพื่อนเก่า แต่ช่วงนี้โต๊ะเริ่มจะไม่พอซะแล้วเนื่องจากมากันเยอะมาก ก็เลยต้องย้ายโต๊ะ
ตอนนี้มีตั๊กคุณแม่มือใหม่ ที่ยังดูเป็นวัยรุ่นอยู่มากทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีลูกแล้ว แล้วพอย้ายมานั่งข้างในก็มีหนูตามมาสมทบ สักพักก็มีไอ้ตาลตามมา มีเอ๋ มีนก แล้วก็มีไอ้เม้งกับแฟนใหม่มาด้วย โต๊ะที่ย้ายมาใหม่ก็แคบไปถนัดตา แต่ก็ไม่ลำบากอะไรนัก
วันนี้ไอ้เม้งก็โดนอำยกใหญ่เนื่องจากว่าควงเด็กใหม่มาด้วย แต่ก็ด้วยความสามารถของฝีปากอันแพรวพราวก็ทำให้รอดพ้นจากการกลั่นแกล้งของเพื่อนๆไปได้
วันนี้เป็นการนัดกันครั้งใหญ่อีกหนึ่งครั้งทีเดียว เพราะมากันเยอะมากๆ เกินครึ่งภาคทีเดียว
พอเมามันกันได้ที่ก็ถึงเวลาที่จะต้องแยกย้ายกันกลับบ้านกันละ ตอนนั้นก็เวลาตีหนึ่งครึ่งแล้ว เราก็ขับรถไอ้ต้นกลับ เพราะไอ้ต้มมันเมามากกลัวโดนตรวจ
เราก็ขับไปส่งเอที่คอนโดใกล้ๆกันก่อน แล้วก็ขับกลับบ้านกัน
หลังจากที่เมื่อคืนนี้ฝนตกหนักมาก ทำให้วันนี้เป็นวันที่เย็นสบายสุดๆ นอนไม่อยากจะตื่นเลยอะ
ทีแรกว่าจะออกไปข้างนอก เปลี่ยนใจละ อยู่กับบ้านนั่งทำงานดีกว่า เย็นดี
เมื่อคืนไปงานแต่งงานลูกเพื่อนพ่อ ขากลับยังคุยกับพ่ออยู่เล้ยเรื่องเส้นเลือด วันนี้เลือดออกเลยแฮะ
ก็ตอนเย็นเอาน้ำสิงห์ขวดๆที่ที่บ้านกินกัน เอามากรอกลงขวดใหญ่ แต่ดันประมาทเปิดผิดวิธี มันเลยฉีกไม่ดี เลยเปิดไม่ออก เลยพยายามจะแงะออก แล้วมันลื่นนิ้วโป้งเลยไปโดนบาด เลือดหยดติ๋งๆๆ ก็เลยเอาไปล้าง มันก็ยังหยดไม่ยอมหยุด สงสัยจะลึกพอสมควร ก็เลยต้องเอาทิชชู่มากด แล้วยกแขนสูงๆไว้ รอซักพักเลือดมันถึงได้หยุด
เลยโทรไปถามพ่อ ว่ามันจะมีวิธีการดูแลยังไงบ้าง พ่อก็เป็นห่วงใหญ่ บอกว่าอาจจะต้องเย็บ เราก็เฮ้ย ไม่ซีเรียสขนาดนั้นหรอกพ่อ แค่อยากรู้ว่าต้องดูแลมันยังไงไม่ให้มันอักเสบ พ่อเลยบอกว่าให้กินยาแก้อักเสบ แล้วก็อยากให้แผลถูกน้ำ ถ้าถูกน้ำให้ทำแผลใหม่ทุกครั้ง
แต่รู้สึกเลยว่า พอมีสติเวลาเกิดอะไรขึ้นมันช่วยได้เยอะมากๆ
วันนี้เป็นวันพระอีกแล้ว ดังนั้นผมก็เลยไม่กินข้าวตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไป แต่ด้วยความที่เมื่อวานนี้ตอนกลางคืนกินไปซะเยอะ เช้าเลยไม่หิว ก็เลยยกยอดไปกินมื้อเที่ยงมื้อเดียวแทน
ดังนั้นวันนี้ก็เลยเป็นการกินอาหารแค่มื้อเดียวไปเลย แต่ก็ไม่หิวอะไรมากมายนะ แม้ตอนบ่ายจะออกไปนั่งทำงานที่ร้าน McDonald สยามจัสโก้ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าหิวอะไร
จริงๆการกินมื้อเดียวได้นี่ก็ดีนะ ไม่เปลือง…
วันนี้ออกจากบ้านไปเพื่อไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศไอ้ต้น เพราะว่าออฟฟิศมันสามารถที่จะเข้ามานั่งทำงานได้สบายๆ เนื่องจากว่ามันเช่าออฟฟิศเป็นส่วนตัวเลยก็เลยมีที่ทางที่สะดวกหน่อย
วันนี้ก็ออกเดินทางมาด้วยรถเมล์สาย 11 รถส้มติดแอร์ ก็สบายหน่อย มาลงที่ป้ายหลังประสานมิตร แล้วก็ต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปที่ออฟฟิศมัน มาถึงพร้อมๆมันพอดี เลยเดินเข้าไปที่ออฟฟิศมันพร้อมๆกัน ไปถึงก็เจอเพื่อร่วมงานของไอ้ต้นสองคนคือหนึ่งกับอู๋ เป็นผู้หญิงทั้งคู่ ก็อัทธยาศัยดีกันมาก มาถึงก็ชวนกันออกไปกินข้าวเที่ยงแถวออฟฟิศ ร้านนี้พวกนี้เค้ามากินกันเป็นประจำอาหารรสชาติดีทีเดียวแหละ เราก็สั่งข้าวราดแกงเป็นผัดผักกะเฉดกับไข่พะโล้
แล้วกินเสร็จก็กลับขึ้นมาบนออฟฟิศ อ้อ เราซื้อผลไม้ติดมือกันขึ้นมากินด้วย ขึ้นมาก็นั่งคุยกันทำงานไปด้วย เข้า MSN ไปคุยกับเพื่อนคนอื่นเรื่องที่นัดวันเสาร์นี้ แล้วก็นั่งเล่นเรื่อยเปื่อย ว่าจะทำงานแต่งานไม่เดินเอาซะเลย แล้วพอดีมีคนที่เค้ามาดูเครื่อง Mac ให้ไอ้ต้นมาพอดี ก็เลยได้เวลาทำงานของเรา ก็ทำได้นิดหน่อย นับว่าโอเคพอสมควร
แล้วตอนเย็นทุกคนก็หิวกันละ ก็เลยสั่งอาหารจากร้านที่ไปกินเมื่อตอนเที่ยงขึ้นมากินกัน มีทั้งต้มยำ ไข่้เจียว ผัดผักบุ้ง ยำวุ้นเส้น เอร็ดอร่อยกันพอสมควรเลยทีเดียว
พอได้เวลาเลิกงานสาวๆสองคนก็กลับบ้าน ส่วนเรากับไอ้ต้นก็ยังนั่งอยู่ รอเวลารถไม่ติดแล้วค่อยกลับกัน วันนี้ก็เลยได้กลับกันเวลาสองทุ่ม แต่ว่าดันโชคไม่ดี วันนี้เสือกรถติดซะอีกแน่ะ เลยเสียเวลาอยู่บนรถนานพอดูทีเดียว
กลับถึงบ้านมาก็มากินข้าวเย็นที่ยายเตรียมไว้ให้อีกรอบ อิ่มตื้อเลย ขึ้นมานอนดูทีวีแล้วก็หลับ
วันนี้ไอ้ปอมพ่อค้าโมจิแห่งนครสวรรค์เข้ากรุงเทพฯมา ก็เลยอยากจะนัดเจอเพื่อนๆกันซะหน่อย ก็เลยนัดกันที่ถนนข้าวสาร
เราออกจากบ้านตอนสี่โมงครึ่งไปหาไอ้ต้นที่ทำงานมัน โดยนั่งรถเมล์สาย 133 แล้วไปต่อรถไฟฟ้าที่พระโขนง รอรถเมล์นานพอสมควรทีเดียว กว่าจะไปถึงที่ทำงานไอ้ต้นก็ปาเข้าไปห้าโมงครึ่ง
ที่ทำงานไอ้ต้นเป็นห้องที่เช่าอยู่บนชั้นสองของตึกนึง หลังคาเตี้ยมากๆ สูงราวๆสองเมตรเห็นจะได้นะ แต่ก็พอที่จะใช้เป็นออฟฟิศได้อย่างสบาย
มีห้องแค่สองห้องที่เอาไว้ทำงานกับประชุม ก็เรียบง่ายดี แถมโชคดีได้วิวที่มองออกไปแล้วเห็นต้นไม้ที่ริมที่จอดรถด้วย สดชื่นดี
พอราวๆหกโมงก็ออกเดินทาง ไปส่งอาร์มแฟนไอ้ต้นที่หอพักก่อน แล้วก็เดินทางไปถนนข้าวสารกัน ไปถึงก็โชคดีได้เจอที่จอดรถพอดี ก็เลยจอดซะ แล้วก็ไปหาอะไรกินกันรองท้องเพราะไอ้ต้นมันหิว
ไอ้ต้นกินโจ๊ก ส่วนเรากินสุกี้แห้งไม่ใส่เนื้อสัตว์ แต่ดันใส่น้ำจิ้มไม่ชิมก่อน เผ็ดโดดเลย กินไม่หมด
แล้วจู่ๆก็มีลุงคนนึงเดินมาขอเงิน เราเห็นแล้วก็ไม่อยากให้เงินแก แต่อยากซื้ออาหารให้แกกินมากกว่า ก็เลยคุยกับแกว่าเราจะเลี้ยงข้าวแกนะ แกก็บอกไม่เอาขอเิงินแกเถอะ แกจะไปซื้อบะหมี่กิน เราก็คุยกันอยู่พักนึง จนไอ้ต้นมันชี้ไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวอีกฝั่งถนน เลยพาแกไปซื้อที่นั่น ก็สั่งบะหมี่แห้งให้แกห่อนึง ที่แรกนึกว่าจะให้แกนั่งกินตรงนี้ แต่แกบอกไม่เอาขอเอาห่อกลับบ้านไปกิน จะเอาไปฝากเมีย
แล้วก็เอามาให้แก แกก็ขอบอกขอบใจใหญ่ แล้วพวกเราก็ขอตัวจากลุงแกไป
เดินไปเดินมาเจอลุงแกเดินสวนมา ท่าทางแกคงจะกลับบ้านละ แกก็ยังขอบอกขอบใจเราด้วยอีกที
เดินเข้าไปในถนนข้าวสาร เจอฝรั่งเพียบเลย แล้วไอ้ปอมก็โทรมา บอกว่ามันอยู่กันที่หอไอ้โอ๊ตแล้ว เราก็เลยบอกว่าไม่ต้องมาที่นี่แล้วงั้นก็ ไปเจอกันที่อื่นดีกว่า ก็เลยบอกให้ไปเจอกันที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าแทน เรากับไอ้ต้นก็เลยเรียกแท๊กซี่ไปเจอมันที่นั่น
มาถึงเซ็นทรัล ก็รู้สึกถึงบรรยากาศเก่าๆ เพราะสมัยเรียนพวกเรามาที่นี่กันบ่อยมาก เพราะไม่รู้จะไปเดินเล่นที่ไหนกัน
ที่นี่ก็เปลี่ยนไปบ้างตามยุคสมัย แต่ก็เดินไม่ทั่วหรอกเพราะมันใหญ่ ซักพักไอ้ปอมก็โทรมาบอกว่าให้มาเจอกันที่ร้าน Fuji ก็เดินไปหาร้าน แล้วก็มาถึงก็เจอไอ้ปอม มันก็ยังเหมือนเดิม แต่มันทำสีผมตามสมัยนิยมซะด้วย ก็เดินเข้าไปสวัสดีครอบครัวของโอ๋(เมียไอ้ปอม) แล้วก็ได้เจอน้องภูริ ลูกชายมัน ก็น่ารักดีสมวัย
จากนั้นก็ลงมาที่ลานจอดรถมาเจอไอ้วีกับไอ้โอ๊ตที่รออยู่แล้ว ก็ขับกันไปที่ร้านอาหารที่เป็นจุดมุ่งหมายในวันนี้
ร้านนี้ชื่ออะไรจำไม่ได้ละ แต่ใหญ่มากๆ แถมบรรยากาศก็ดีจริงๆ เพราะเป็นเหมือนทะเลสาบอยู่รอบๆ ก็เริ่มสั่งอาหารกัน สั่งกันหลายอย่างมาก มีทั้งขาหมูทอด แกงส้มปูเนื้อไข่ชะอม(มารู้ทีหลังว่าหม้อละ 540 บาท!!) แล้วก็อะไรอีกเยอะแยะมากมายเลย เพื่อนๆก็ดื่มเบียร์กัน ส่วนเราก็ต้องน้ำเปล่าเท่านั้น
ก็นั่งคุยนั่งกินกันตั้งแต่สามทุ่มครึ่ง ยันห้าทุ่มครึ่ง(ร้านปิดห้าทุ่ม) กินกันแบบว่าพนักงานต้องมานั่งรอพวกเราลุกกันเลยน่ะ เป็นโต๊ะสุดท้ายจริงๆเลย เห็นแล้วก็สงสารพนักงานแล้วก็อายตัวเองที่ยังนั่งกันอยู่ได้
รวมราคาแล้ววันนี้กินกันไป 2,500 บาท ก็ออกกันคนละ 600 เราออก 200 บาท เพราะกินน้อยสุด
วันนี้ไอ้ปอมมันอยากรู้มากว่า G-spot ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน ถามตลอดเลย ต้องให้ไอ้ต้นผู้เชี่ยวชาญเป็นคนบอก ไม่รู้มันจะเอาไปลองใช้คืนนี้เลยหรือเปล่า
แล้วไอ้วีก็พาพวกเราไปส่งตามจุดต่างๆ เริ่มจากไอ้ปอมที่บ้านเมียมัน แล้วก็ไปส่งพวกเราที่ป้ายรถเมล์
เรานั่งแท็กซี่กลับกัน ไปส่งไอ้โอ๊ตก่อน แล้วก็ไปส่งพวกเราที่ถนนข้าวสาร แล้วไอ้ต้นก็ขับรถกลับบ้าน มาส่งเราที่บ้าน
อ้อ วันนี้ได้ขนมโมจิจากไอ้ปอมมาด้วยสองกล่อง
ก่อนหน้านี้ตามหาแบตเตอรี่ของโทรศัพท์ไร้สายตัวเก่า เคยมาดูที่ซีคอนแล้วครั้งนึง แต่ดันลงไปหาที่ร้านขายอุปกรณ์สำนักงาน ซึ่งมันก็ไม่มีรุ่นนี้แล้ว วันก่อนไปดูที่ Fortune ร้านอมรก็ดันปิดปรับปรุงซะนี่
เมื่อวานเพิ่งนึกออกว่าซีคอนเค้าเอาคลองถมมาลงไว้ด้วย เลยไปเดินดูซะหน่อย แล้วก็เป็นจริงดังคาด เพราะว่ามีแบตเตอรี่ของโทรศัพท์ที่ตามหาอยู่พอดีเลย แล้วก็ได้เทปที่เสียบเข้ากับเครื่องเล่นเพื่อต่อเอาสัญญาณจากเครื่องเล่น MP3 มาใช้ได้อีกตัว
จากนั้นก็เดินตามหาตัวแปลงหัวจากช่องต่อ TV แบบอเมริกามาเป็นแบบไทย ก็เจออีกเช่นกัน แม้จะต้องค้นๆกันอยู่พักนึง
รู้สึกว่าคุ้มจริงๆที่มาเดินที่นี่ เรียกว่ามันมีแทบทุกอย่างที่เราต้องการเลยล่ะ
เมื่อวานนี้นั่งเล่นเน็ตตามปกติ แล้วก็ชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วย แต่แปลกใจว่าทำไมมันขึ้นมาว่าชาร์จอยู่แท้ๆ แต่ไฟในแบตฯมันดันลดลงไปเรื่อยๆ ทีแรกคิดว่าเป็นที่แบตฯมันเก่าแล้วคงจะถึงอายุของมัน แต่พอลองถอดแบตฯออกทั้งๆที่เสียบไฟอยู่ เครื่องก็ดับไปเลย ก็เลยเข้าใจ(เอาเอง)ว่าคงจะเป็นที่ Adapter แปลงไฟนี่แหละ ก็ลองๆถอดๆเสียบๆ เป่าๆ เช็ดๆ
วันนี้ลองอีกทีก็ยังมีอาการเดิมๆคือไฟมันไม่ค่อยจะเข้าเท่าไหร่ เลยสงสัยว่ามันเป็นที่ไฟฟ้ามันแรงไม่สม่ำเสมอหรือว่าเป็นที่ตัวแปลงไฟมันเริ่มจะเอ๋อๆแล้ว
สงสัยต้องไปลองขอยืม Adapter รุ่นเดียวกันจากแฟนเก่ามาลองเสียบดู

มีคนเขียนตอบมา